9. ตลาดการแพทย์ทางไกล – ตอนที่ 77
- โดย ดร. วิทยา มานะวาณิชเจริญ
- 16 กุมภาพันธ์ 2569
- Tweet

นอกจากนี้ กลุ่มที่มีรายได้สูง (High income earners) ยังต้องการได้รับประสบการณ์ (Experience) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ของการให้บริการด้านสุขภาพที่ดีขึ้น อย่างเช่น ประเทศจีนที่ปัจจุบันกลุ่มผู้สูงอายุ (Elderly) เพิ่มขึ้น 10 ล้านคนต่อปี และรายได้ของประชากรในกลุ่มชนชั้นกลาง (Middle-class) ช่วยกระตุ้น (Stimulate) การใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลด้วย
คาดการณ์ (Forecast) กันว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (Health expenditure) ของคนจีนจะขยับเพดาน (Ceiling) ไปถึง 3,490 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 104,700 ล้านบาท) ขณะที่เมื่อปี ค.ศ. 2015 อยู่ที่เพียง 1,380 ล้านเหรียญสหรัฐ (41,400 ล้านบาท)
การระบาดใหญ่ไปทั่วโลก (Pandemic) ของโควิด-19 มีผลผลักดัน (Drive) ให้การดูแลสุขภาพ (Healthcare) กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลการสำรวจของ Bain & Company [บริษัทที่ปรึกษาระดับสากล] พบว่า วิกฤต (Crisis) โควิดทำให้ประชากรผู้ใหญ่ (Adult population) เกือบครึ่งหนึ่งของภูมิภาค APAC เต็มใจที่จะใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น
ตัวกระตุ้น (Stimulant) การเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อีกส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของแต่ละรัฐบาล (Government policy) เช่น โครงการ Healthy China 2030 ของจีน ที่ตั้งเป้าขยายขนาดของอุตสาหกรรมบริการด้านสุขภาพถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (72 ล้านล้านบาท) ภายในปี ค.ศ. 2030
หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี (Decade) เท่านั้น ส่วนตลาดการดูแลสุขภาพของอินเดียเติบโตขึ้นมากกว่า 20% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากการที่ค่าใช้จ่าย (Expenditure) ด้านสุขภาพของประชาชนสูงขึ้น อุตสาหกรรมยาและสุขภาพ (Pharmaceutical and health industry) ขยายตัวต่อเนื่อง (Continuous expansion) พร้อมกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี
แนวโน้มการใช้บริการ Single Touchpoint
บริษัท Bain & Company ของสหรัฐอเมริกาสำรวจความเห็น (Opinion survey) ของผู้บริโภค 2,300 ราย ภายในกลุ่มประเทศ เอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific: APAC) (อันประกอบด้วยออสเตรเลีย, จีน, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, และเวียดนาม) เมื่อปลายปี ค.ศ. 2023
ทั้งนี้ เพื่อประเมินแนวโน้ม (Trend) การบริโภคด้านการดูแลสุขภาพที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer-centric) พบว่า ผู้บริโภคไม่ต้องการ (Desire) ใช้บริการดูแลสุขภาพแนวเดิมๆ ที่พวกเขาได้ แต่เป็นฝ่ายตั้งรับ (Reactive) เป็นส่วนใหญ่จากข้อมูลที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ (Medical professionals) ตามสถานพยาบาลเป็นหลัก
แต่เปลี่ยนวิธีการ (Approach) มาเป็นการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง (Self-care) แสวงหาประสบการณ์ที่ดีกว่าจากหลายช่องทาง (Channels) ที่สะดวกกว่า ผู้บริโภคต้องการมีปฏิสัมพันธ์ (Interction) กับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ เพียงจุดเดียวครบวงจร (Single touchpoint or one-stop service )
ตั้งแต่การพิจารณา (Consideration) ตัดสินใจเลือกใช้บริการ มีการเจรจา (Negotiation) เพื่อให้ได้รับความมั่นใจ (Confidence) และพึงพอใจ (Satisfaction) ในบริการ รวมทั้งบริการต่อเนื่องที่จะตามมา (Subsequent) พวกเขาเต็มใจที่จะใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องไปรับบริการจากโรงพยาบาลที่ต้องรอคิวกันอย่างยาวนาน (Long queue) อีกต่อไป
แหล่งข้อมูล –
- http://www.medi.co.th/news_detail.php?q_id=420%20%5B202 [2026, February 15].
- https://en.wikiversity.org/wiki/Telemedicine [2026, February 15].