8. ตลาดศูนย์กายภาพฟื้นฟู – ตอนที่ 85
- โดย ดร. วิทยา มานะวาณิชเจริญ
- 7 มิถุนายน 2569
- Tweet

แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (Chronic) เน้นการทำงานเป็นทีม (Team approach) เพื่อให้เกิดการประสานงาน (Coordination) ในการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient) การฟื้นฟูแบบครอบคลุม (Comprehensive) มักทำได้ดีกว่าเมื่อใช้แนวทางสหสาขาวิชาชีพ (Multi-professionals) และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล (Effective) โดยผู้เชี่ยวชาญ (Experts) หลายด้าน
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation medicine) มักดูแลผู้ป่วยที่มีความพิการ (Disability) หรือข้อจำกัด (Limitation) ในการดำเนินชีวิต ซึ่งอาจเกิดจากความชรา (Aging), โรคเรื้อรัง, การบาดเจ็บ (Injury) หรืออุบัติเหตุ บางครั้งผู้ป่วยถูกส่งต่อมาเนื่องจากมีอาการอ่อนแรง (Frail) ทั่วร่างกายจากการนอนพักเป็นเวลานานจากโรคอื่น นอกจากนี้ ยังรวมถึงผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บไขสันหลัง (Spinal cord), การบาดเจ็บสมอง (Brain injury) จากอุบัติเหตุ และโรคทางพันธุกรรม (Genetics) บางชนิด
ในการฟื้นฟู มักมีการตั้งเป้าหมาย (Goal setting) โดยทีมดูแล เพื่อกำหนดทิศ (Direction) ทางในการรักษาให้กับทั้งทีมและผู้ป่วยที่มีความพิการที่เกิดขึ้นภายหลัง หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidenced-based) ที่มีคุณภาพต่ำบ่งชี้ว่า การตั้งเป้าหมายอาจช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต (Quality of life) ของผู้ป่วยได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการตั้งเป้าหมายดังกล่าว มีผลต่อการลดหรือเพิ่มการกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาล (Re-hospitalization) หรืออัตราการเสียชีวิต (Mortality) หรือไม่
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูไม่เพียงต้องมีความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังต้องมีความรู้เชิงปฏิบัติ (Know-how) เช่น การเลือกชนิดรถเข็น (Wheel-chair) ที่เหมาะสม การเลือกอุปกรณ์เทียม (Prosthetics) ที่พอดี การประเมินว่าบ้านของผู้ป่วยเหมาะสมกับข้อจำกัดของผู้ป่วยหรือไม่ รวมถึงการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน (Daily life) อื่นๆ ที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ (Confront)
นอกจากนี้ จิตวิทยาเชิงบวก (Positive psychology) ยังมีบทบาท (Role) ในเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยภายหลังเหตุการณ์ทางการแพทย์ที่รุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), การบาดเจ็บสมอง, หรือโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมักลดลง ความสามารถในการฟื้นตัวทางจิตใจ (Resilience) จึงมีความสำคัญ
การผสาน (Integration) จิตวิทยาเชิงบวกเข้ากับเวชศาสตร์ฟื้นฟู สามารถช่วยเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ป่วยได้ งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการฟื้นฟูมีการรับรู้ (Recognition) ต่อความสามารถของตนเองดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับการฟื้นฟู อีกทั้งยังสามารถสอนทักษะการเผชิญปัญหา (Coping skills) และใช้ทรัพยากร (Resource) หรือกลยุทธ์ (Strategy) ต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
จิตวิทยายังสามารถบูรณาการเข้ากับเวชศาสตร์ฟื้นฟูในการรักษาการบาดเจ็บสมองจากอุบัติเหตุ (Accidents) โดยผลกระทบทางจิตใจมักถูกมองข้าม (Overlooked) และไม่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ การดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น นักจิตวิทยา, นักประสาทจิตวิทยา (Neuropsychology), แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักแก้ไขการพูดและภาษา (Speech-language pathologists: SLP) ฯลฯ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาภาวะแทรกซ้อน (Complications) ที่อาจเกิดขึ้น อันได้แก่ พฤติกรรมก้าวร้าว (Aggressive behavior), ความจำบกพร่อง (Memory deficit), ปัญหาการทำงานเชิงบริหาร (Executive function) รวมถึงความบกพร่องด้านสติปัญญา (Intelligence) และอารมณ์ (Emotion)
แหล่งข้อมูล –
- https://kinrehab.com/about_us [2026, June 6].
- https://en.wikipedia.org/wiki/Physical_medicine_and_rehabilitation [2026, June 6].