โรคทางพันธุกรรม (Genetic Disorder) - Update
- โดย โอภาส ตันติฐากูร และ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ พนัส เฉลิมแสนยากร
- 17 สิงหาคม 2569
- Tweet
สารบัญ
- เกริ่นนำ (Introduction)
- ความผิดปกติที่เกิดจากยีนเดียว (Single-gene)
- การถ่ายทอดแบบยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal dominant)
- การถ่ายทอดแบบยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal recessive)
- การถ่ายทอดยีนเด่นแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม X (X-linked dominant)
- การถ่ายทอดยีนด้อยแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม X (X-linked recessive)
- การถ่ายทอดความผิดปกติแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม Y (Y-linked)
- การถ่ายทอดผ่านไมโทคอนเดรีย (Mitochondrial)
- ความผิดปกติที่เกิดจากหลายปัจจัย (Multifactorial or Polygenic Disorder)
- ความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosomal Disorder)
- การวินิจฉัย (Diagnosis)
- การพยากรณ์โรค (Prognosis)
- การรักษา (Treatment)
- ระบาดวิทยา (Epidemiology)
- ประวัติศาสตร์ (History)
เกริ่นนำ
ความผิดปกติทางพันธุกรรม คือภาวะผิดปกติของสุขภาพที่เกิดจากความผิดปกติของจีโนม (Genome) ที่อาจเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเพียงยีนเดียว (Monogenic disorder) หรือหลายยีนร่วมกัน (Polygenic disorder) หรือเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosomal disorder) แม้ว่าความผิดปกติที่เกิดจากหลายยีนจะเป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยที่สุด แต่คำว่า "ความผิดปกติทางพันธุกรรม" มักถูกใช้ในบริบทของโรคที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของยีน หรือ ของโครโมโซม
การกลายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคอาจเกิดขึ้นเองก่อนระยะการพัฒนาของตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งเรียกว่า de novo mutation หรืออาจถ่ายทอดมาจากบิดามารดาได้ เช่น
- การได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่ที่เป็นพาหะทั้งคู่ เรียกว่า การถ่ายทอดแบบยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal recessive inheritance) หรือ
- การได้รับยีนผิดปกติจากพ่อหรือแม่ที่มีโรคอยู่แล้ว เรียกว่า การถ่ายทอดแบบยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal dominant inheritance)
เมื่อความผิดปกติทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่บุตรได้ จึงจัดเป็น “โรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้” (Hereditary disease) นอกจากนี้ ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่างยังเกิดจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอบนโครโมโซม X และถ่ายทอดผ่านโครโมโซม X ซึ่งเรียกว่า การถ่ายทอดแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม X (X-linked inheritance) ส่วนความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอบนโครโมโซม Y หรือ ดีเอ็นเอของไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) จะมีการถ่ายทอดแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม Y (Y-linked inheritance) หรือ การถ่ายทอดผ่านไมโทคอนเดรีย (Mitochondrial inheritance) แต่พบได้น้อยมาก เนื่องจากดีเอ็นเอในโครโมโซม Y หรือไมโทคอนเดรียมีน้อย
ปัจจุบันมีการค้นพบความผิดปกติทางพันธุกรรมมากกว่า 6,000 ชนิด และยังมีการรายงานความผิดปกติชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในวารสารทางการแพทย์ ในจำนวนนี้มีความผิดปกติทางพันธุกรรมมากกว่า 600 ชนิดที่สามารถรักษาได้ ประชากรประมาณ 1 ใน 50 คนได้รับผลกระทบจากความผิดปกติที่เกิดจากยีนเดี่ยว ขณะที่ประมาณ 1 ใน 263 คนได้รับผลกระทบจากความผิดปกติของโครโมโซม ประมาณร้อยละ 65 ของประชากรมีปัญหาสุขภาพบางประการที่เป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่มีมาตั้งแต่กำเนิด (Congenital genetic mutations) เนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมมีจำนวนมาก จึงมีประชากรราว 1 ใน 21 คนที่ได้รับผลกระทบจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่จัดอยู่ในกลุ่ม "ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่หายาก" (Rare genetic disorders) ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงความผิดปกติที่พบน้อยกว่า 1 คนต่อประชากร 2,000 คน แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยรวมจะมีมาก แต่ความผิดปกติทางพันธุกรรมแต่ละชนิดส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่พบได้น้อยอยู่แล้ว
ความผิดปกติทางพันธุกรรมมีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนกำเนิด และความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิดก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิด ความพิการแต่กำเนิดไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมเสมอไป แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของพัฒนาการในครรภ์ได้เช่นกัน ในทางตรงกันข้ามกับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ คือ “โรคที่เกิดขึ้นภายหลัง” (Acquired disease) เช่น มะเร็งส่วนใหญ่ แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของเซลล์บางเซลล์ในร่างกาย แต่จัดเป็นโรคที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม กลุ่มอาการมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมที่เกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของยีน BRCA ก็สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เช่นกัน

แผนภาพแสดงการจัดระดับโครงสร้างจากดีเอ็นเอสู่โครโมโซมที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ชนิดการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
- ยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal dominant)
|
โรค |
ความชุกโดยประมาณ |
|
ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลสูงในเลือดจากพันธุกรรม (Familial hypercholesterolemia) |
1 ต่อ 500 คน |
|
โรคกล้ามเนื้อเสื่อมไมโอโทนิกชนิดที่ 1 (Myotonic dystrophy type 1) |
1 ต่อ 2100 คน |
|
โรคท้าวแสนปม (Neurofibromatosis type I) |
1 ต่อ 2500 คน |
|
โรคเม็ดเลือดแดงทรงกลมจากพันธุกรรม (Hereditary spherocytosis) |
1 ต่อ 5000 คน |
|
กลุ่มอาการมาร์แฟน (Marfan syndrome) |
1 ต่อ 4000 คน |
|
โรคฮันติงตัน (Huntington’s disease) |
1 ต่อ 15000 คน |
- ยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal recessive)
|
โรค |
ความชุกโดยประมาณ |
|
โรคโลหิตจางชนิดเซลล์เคียว (Sickle cell anaemia) |
1 ต่อ 625 คน |
|
โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) |
1 ต่อ 2000 คน |
|
โรคเทย์–แซคส์ (Tay–Sachs disease) |
1 ต่อ 3000 คน |
|
โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) |
1 ต่อ 12000 คน |
|
โรคไตถุงน้ำหลายใบชนิดยีนด้อย (Autosomal recessive polycystic kidney disease) |
1 ต่อ 20000 คน |
|
กลุ่มโรคมิวโคโพลีแซ็กคาริโดซิส (Mucopolysaccharidoses) |
1 ต่อ 25000 คน |
|
ภาวะพร่องเอนไซม์ไลโซโซมอลแอซิดไลเปส (Lysosomal acid lipase deficiency) |
1 ต่อ 40000 คน |
|
กลุ่มโรคการสะสมไกลโคเจน (Glycogen storage diseases) |
1 ต่อ 50000 คน |
|
โรคกาแลกโตซีเมีย (Galactosemia) |
1 ต่อ 57000 คน |
- โรคที่เชื่อมโยงกับโครโมโซม X (X-linked chromosome)
|
โรค |
ความชุกโดยประมาณ |
|
โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชนน์ (Duchenne muscular dystrophy) |
1 ต่อ 5000 คน |
|
โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) |
1 ต่อ 10000 คน |
ความผิดปกติที่เกิดจากยีนเดียว
ความผิดปกติที่เกิดจากยีนเดียว เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเพียงยีนเดียว และสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกหลานได้หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การประทับตราทางพันธุกรรม (Genomic imprinting) และ ภาวะได้รับโครโมโซมหรือส่วนของโครโมโซมคู่เหมือนจากบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียว (Uniparental disomy) อาจส่งผลต่อรูปแบบการถ่ายทอดโรคได้เช่นกัน การแบ่งความผิดปกติทางพันธุกรรมว่าเกิดจาก “ยีนด้อย” (Recessive gene) และ “ยีนเด่น” (Dominant gene) ไม่ได้มีขอบเขตที่ตายตัวเสมอไป แต่การแบ่งความผิดปกติที่เกิดจากโครโมโซมร่างกาย (Autosome) และโครโมโซม X สามารถจำแนกได้ชัดเจนกว่า เพราะการแบ่งประเภทหลังนี้อาศัยเพียงตำแหน่งของยีนบนโครโมโซมเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ภาวะแคระแกร็นชนิดอะคอนโดรเพลเซีย (Achondroplasia) ที่เกิดจากการเจริญที่ผิดปกติของกระดูกอ่อน และเกิดจากความผิดปกติของยีนเด่น เป็นภาวะแคระแกร็นที่พบบ่อย หากเด็กได้รับยีนผิดปกตินี้จากทั้งพ่อและแม่ จะเกิดความผิดปกติที่รุนแรงของโครงกระดูกและมักเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะอะคอนโดรเพลเซียจึงอาจถือได้ว่าเป็น “พาหะ”ที่ถ่ายทอดความผิดปกติได้ ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell anemia) เป็นโรคที่เกิดจากยีนด้อย ผู้ที่มียีนกลายพันธุ์เพียงหนึ่งชุด (Heterozygous carrier) จะมีความต้านทานต่อโรคมาลาเรียเพิ่มขึ้นในวัยเด็ก เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ป่วยหรือเป็นพาหะของโรคยีนเดี่ยว และต้องการมีบุตร อาจใช้เทคโนโลยีการปฏิสนธินอกร่างกาย (in vitro fertilization; IVF) ร่วมกับการวินิจฉัยพันธุกรรมก่อนการฝังตัวอ่อน (preimplantation genetic diagnosis; PGD) เพื่อตรวจสอบว่าตัวอ่อนมีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ ก่อนนำไปฝังในมดลูก
ความผิดปกติของเมแทบอลิซึมแต่กำเนิด (Inborn errors of metabolism) จำนวนมาก มักเกิดจากความผิดปกติของยีนเดียว โรคเหล่านี้อาจส่งผลต่อโอกาสของการอยู่รอดหรือ "ความสมบูรณ์ทางพันธุกรรม" (Fitness) ของบุคคลนั้นๆ จึงทำให้พบความผิดปกติแบบนี้ได้น้อยในประชากรทั่วไปตามตามหลักความน่าจะเป็นทางสถิติ
- การถ่ายทอดแบบยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย
ความผิดปกติของยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย เป็นความผิดปกติที่บุคคลจะแสดงอาการได้ แม้มียีนกลายพันธุ์เพียงหนึ่งชุด (จากทั้งหมด 2 ชุด) ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดอาการของโรคได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยมักมีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งที่เป็นโรค บุตรของผู้ที่มียีนผิดปกติมีโอกาสร้อยละ 50 ที่จะได้รับยีนกลายพันธุ์ดังกล่าว บางกรณีความผิดปกติชนิดนี้มีภาวะที่เรียกว่า “การแสดงออกที่ลดลง” (Reduced penetrance) กล่าวคือ แม้บุคคลจะได้รับยีนผิดปกติแล้ว ก็อาจไม่แสดงอาการของโรคเสมอไป
ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคฮันติงตัน โรคท้าวแสนปม หรือ โรคนิวโรไฟโบรมาโทซิส หรือ โรคเส้นใยประสาทมีเนื้องอกชนิดที่ 1 และ 2 (Neurofibromatosis type 1 และ 2) กลุ่มอาการมาร์แฟน (Marfan syndrome) มะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ไม่มีติ่งเนื้อ (Hereditary nonpolyposis colorectal cancer) ภาวะกระดูกงอกหลายแห่งจากพันธุกรรม (Hereditary multiple exostoses) ซึ่งเป็นความผิดปกติของยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกายที่มีการแสดงอาการสูง (Highly penetrant autosomal dominant disorder) โรคทูเบอรัสสเคลอโรซิส (Tuberous sclerosis) โรคฟอนวิลเลอแบรนด์ (Von Willebrand disease) ที่เป็นโรคเลือดออกผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุด และ โรคพอร์ไฟเรียเฉียบพลันชนิดเป็น ๆ หาย ๆ (Acute intermittent porphyria)
- การถ่ายทอดยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย
ความผิดปกติของยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกายจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้รับยีนหนึ่ง ๆ ที่กลายพันธุ์ทั้งสองชุดจากทั้งบิดาและมารดา ผู้ป่วยมักมีบิดาและมารดาที่ไม่แสดงอาการของความผิดปกติ แต่ต่างเป็น“พาหะทางพันธุกรรม (Genetic carrier)” ที่มียีนผิดปกติอยู่หนึ่งชุด ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะมีโอกาสดังนี้
-
- ร้อยละ 25 ที่บุตรจะแสดงความผิดปกติ
- ร้อยละ 50 ที่บุตรจะเป็นพาหะ
- ร้อยละ 25 ที่บุตรจะไม่ได้รับยีนผิดปกติเลย
ตัวอย่างของความผิดปกติในกลุ่มนี้ ได้แก่ ภาวะผิวเผือก (Albinism) ภาวะพร่องเอนไซม์ medium-chain acyl-CoA dehydrogenase โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) (โรคพังผืดถุงน้ำ) ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โรคเทย์–แซคส์ (Tay–Sachs disease) โรคนีมันน์–พิก (Niemann–Pick disease) โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากไขสันหลัง (spinal muscular atrophy) กลุ่มอาการโรเบิร์ตส์ (Roberts syndrome)
ลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่างที่ไม่ใช่โรค เช่น ชนิดของขี้หูแบบเปียกหรือแบบแห้ง ก็สามารถถ่ายทอดแบบยีนด้อยได้เช่นกัน
ความผิดปกติของยีนด้อยบางชนิดพบได้ค่อนข้างบ่อยในประชากร เนื่องจากในอดีต ผู้ที่เป็นพาหะที่มียีนผิดปกติเพียงหนึ่งชุดมีความได้เปรียบด้านการต้านทานโรคติดเชื้อหรือสารพิษบางชนิด เช่น วัณโรคหรือมาลาเรีย ตัวอย่างโรคที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นี้ ได้แก่ โรคซิสติกไฟโบรซิส ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) และโรคธาลัสซีเมีย (Thalassaemia)
- การถ่ายทอดยีนเด่นแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม X
ความผิดปกติของยีนเด่นบนโครโมโซม X เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่อยู่บนโครโมโซม X โรคที่ถ่ายทอดแบบนี้พบได้ค่อนข้างน้อย ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ โรคกระดูกอ่อนจากการสูญเสียฟอสเฟตทางพันธุกรรมชนิดเชื่อมโยงกับโครโมโซม X (X-linked hypophosphatemic rickets) ทั้งเพศชายและเพศหญิงสามารถเป็นโรคนี้ได้ แต่โดยทั่วไปเพศชายมักมีอาการรุนแรงกว่า เนื่องจากเพศชายมีโครโมโซม X เพียงหนึ่งแท่ง จึงไม่มียีนที่ปกติอีกชุดมาชดเชยการทำงานของยีนที่ผิดปกติ
ความผิดปกติบางชนิดในกลุ่มนี้ เช่น กลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome) โรคอินคอนทิเนนเทีย พิกเมนไท ชนิดที่ 2 ( Incontinentia pigmenti type 2) กลุ่มอาการไอคาร์ดี (Aicardi syndrome) ที่มักทำให้ทารกเพศชายเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือหลังคลอดไม่นาน ดังนั้นผู้ป่วยที่พบจึงเป็นเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ ข้อยกเว้น (ที่พบได้น้อยมาก) เช่น เพศชายที่มีกลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter syndrome; 47,XXY) ซึ่งมีโครโมโซม X เพิ่มอีกหนึ่งแท่ง หากได้รับยีนผิดปกติแบบยีนเด่นบนโครโมโซม X อาจมีความรุนแรงของโรคใกล้เคียงกับเพศหญิง
การถ่ายทอดยีนเด่นแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม X มีโอกาสแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง ดังนี้เพศชายที่มีความผิดปกติจะไม่ถ่ายทอดความผิดปกติให้บุตรชาย เพราะบุตรชายได้รับโครโมโซม Y จากบิดา ส่วนบุตรสาวทุกคนของชายที่มีความผิดปกติจะได้รับยีนผิดปกติและมีโอกาสเป็นโรคทั้งหมด แต่มารดาที่มีความผิดปกติมีโอกาสร้อยละ 50 ที่จะถ่ายทอดความผิดปกติให้บุตรทุกครั้งของการตั้งครรภ์ เช่น โรคอินคอนทิเนนเทีย พิกเมน ทารกเพศชายมักไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ จึงพบผู้ป่วยที่มีชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
- การถ่ายทอดยีนด้อยแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม X
ความผิดปกติของยีนด้อยบนโครโมโซม X เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนบนโครโมโซม X แต่ความผิดปกติแบบนี้พบในเพศชายได้มากกว่า เนื่องจากเพศชายมีโครโมโซม X เพียงแท่งเดียว หากมียีนที่ผิดปกติบนโครโมโซม X ก็จะแสดงอาการของโรคทันที ในกรณีที่เพศชายเป็นโรค บุตรชายของเขาจะไม่มีความผิดปกติ เพราะได้รับโครโมโซม Y จากบิดา แต่บุตรสาวทุกคนจะเป็น “พาหะทางพันธุกรรม” โดยมียีนผิดปกติหนึ่งยีน หากแม่เป็นพาหะของความผิดปกติของยีนด้อยบนโครโมโซม X แม่มีโอกาสที่มีบุตรชายที่ผิดปกติร้อยละ 50 และบุตรสาวเป็นพาหะร้อยละ 50 ของการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง ตัวอย่างความผิดปกติเช่น โรคฮีโมฟีเลีย-เอ (Hemophilia A) โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชนน์ (Duchenne muscular dystrophy) กลุ่มอาการเลช–ไนฮาน (Lesch–Nyhan syndrome) นอกจากนี้ ยังรวมถึงลักษณะที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรงน้อยกว่า เช่น ศีรษะล้านแบบเพศชาย ภาวะตาบอดสีแดง–เขียว
แม้โดยทั่วไปความผิดปกติของยีนด้อยบนโครโมโซม X นี้จะพบในเพศหญิงได้น้อย แต่บางกรณีเพศหญิงแสดงอาการได้ เช่น ภาวะการยับยั้งการทำงานของโครโมโซม X ที่ไม่สมดุล (Skewed X-inactivation) หรือ ภาวะโครโมโซม X ขาดไปหนึ่งแท่ง (Monosomy X) ในผู้ที่มีกลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner syndrome) ซึ่งมีโครโมโซม X เพียงหนึ่งแท่ง
- การถ่ายทอดความผิดปกติแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม Y
ความผิดปกติที่ถ่ายทอดแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม Y เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนบนโครโมโซม Y และสามารถถ่ายทอดจากบิดาไปยังบุตรชายเท่านั้น และจะไม่พบในเพศหญิง เพราะเพศหญิงไม่มีโครโมโซม Y
Y-linked disorders are exceedingly rare but the most well-known examples typically cause infertility. Reproduction in such conditions is only possible through the circumvention of infertility by medical intervention.
ความผิดปกติแบบนี้พบได้น้อยมาก ตัวอย่างที่รู้จักส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก (Infertility) ภาวะการมีบุตรยากในคนกลุ่มนี้ต้องได้รับการช่วยเหลือด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
- การถ่ายทอดผ่านไมโทคอนเดรีย
การถ่ายทอดผ่านไมโทคอนเดรีย หรือ “การถ่ายทอดผ่านมารดา” (Maternal inheritance) ) เนื่องจากทารกได้รับไมโทคอนเดรียจากเซลล์ไข่ของมารดาเท่านั้น การถ่ายทอดแบบนี้พบได้น้อยที่สุดและเกี่ยวข้องกับยีนเพียง 13 ยีนที่อยู่ในดีเอ็นเอของไมโทคอนเดรียของมารดา ส่วนบิดาไม่สามารถถ่ายทอดลักษณะนี้ได้ ยกเว้นในกรณีที่ดีเอ็นเอจากไมโทคอนเดรียของบิดาหลุดรอด (“Leakage”) และตรวจพบในลูกได้ แต่พบได้ยากมาก ตัวอย่างความผิดปกติ ได้แก่ โรคเส้นประสาทตาเสื่อมทางพันธุกรรมของเลเบอร์ (Leber hereditary optic neuropathy)
ความผิดปกติที่ถ่ายทอดผ่านไมโทคอนเดรียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะความผิดปกติที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็กแท้จริงแล้วมักเกิดจากความผิดปกติของยีนในนิวเคลียสมากกว่าความผิดปกติของดีเอ็นเอในไมโทคอนเดรียโดยตรง เนื่องจากการแสดงออกของยีนในไมโทคอนเดรียส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยยีนในนิวเคลียส โรคเหล่านี้จึงมักถ่ายทอดแบบยีนด้อยบนโครโมโซมร่างกาย มากกว่า

ภาพคาริโอไทป์มนุษย์ด้วยเทคนิค Fluorescence In Situ Hybridization (FISH) ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแสดงตำแหน่งของความผิดปกติทางโครโมโซมที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางคลินิก
ความผิดปกติที่เกิดจากหลายปัจจัย (Multifactorial or polygenic disorder)
ความผิดปกติที่เกิดจากหลายปัจจัยหมายถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับยีนหลายยีนร่วมกับวิถีชีวิตและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ ได้แก่โรคหัวใจ โรคเบาหวาน แม้ความผิดปกติซับซ้อนเหล่านี้มักพบกระจุกตัวในบางครอบครัว แต่ไม่ได้มีรูปแบบการถ่ายทอดที่ชัดเจน ทำให้ยากต่อการประเมินความน่าจะเป็นของการถ่ายทอดความผิดปกติ รวมถึงการศึกษาและพัฒนาวิธีรักษาความผิดปกติเหล่านี้เพราะยังไม่สามารถจำแนกปัจจัยที่เฉพาะที่ก่อให้เกิดความผิดปกติได้ การศึกษาที่มุ่งจำแนกสาเหตุของความผิดปกติที่ซับซ้อนโดยใช้แนวทางหลายทางเพื่อหาความสัมพันธ์ของจีโนไทป์และฟีโนไทป์ (Genotype–phenotype associations) วิธีการหนึ่งใช้วิธี “เริ่มจากจีโนไทป์” (Genotype-first approach) โดยการเริ่มจำแนกความแปรผันทางพันธุกรรมของผู้ที่มีความผิดปกติ จากนั้นจึงศึกษาว่าความแปรผันทางพันธุกรรมเหล่านั้นสัมพันธ์กับอาการ อาการแสดง และลักษณะทางคลินิกใดบ้าง แนวทางดังกล่าวตรงกันข้ามกับแนวทางดั้งเดิมที่เริ่มต้นจากฟีโนไทป์ (Phenotype-first approach) และอาจช่วยให้สามารถระบุปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความผิดปกติได้ ปัจจัยที่เป็นสาเหตุเหล่านั้นอาจเคยถูกบดบังหรือตรวจพบได้ยากจากความหลากหลายของลักษณะทางคลินิก (Clinical heterogeneity) ระดับการแสดงออกของยีน (Penetrance) และความรุนแรงและรูปแบบอาการ (Expressivity)
ถ้าศึกษาเพดิกรี (Pedigree) ที่แสดงความสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติ ความผิดปกติที่เกิดจากหลายยีนมักมีแนวโน้ม “พบได้ในครอบครัวเดียวกัน” (Run in families) แต่รูปแบบการถ่ายทอดทางพันธุกรรมไม่ได้เป็นไปตามแบบแผนที่เรียบง่ายเหมือนโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบเมนเดล (Mendelian diseases) ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถค้นพบตำแหน่งหรือศึกษายีนที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ ความผิดปกติเหล่านี้จำนวนมากยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญด้วย (เช่น ความดันโลหิต)
ความผิดปกติที่เกิดจากหลายปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคหืด (Asthma) โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) โรคมะเร็ง โรคซิลิโอพาที (Ciliopathies) ภาวะเพดานโหว่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease) ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (intellectual disability) ความผิดปกติทางอารมณ์ (intellectual disability) โรคอ้วน ความผิดปกติของการหักเหแสงของตา (Refractive error) ภาวะมีบุตรยาก
ความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosomal disorder)
ความผิดปกติของโครโมโซม คือ ภาวะที่มีการขาดหาย การเพิ่มขึ้น หรือความผิดปกติของส่วนหนึ่งส่วนใดของดีเอ็นเอในโครโมโซม อาจเป็นความผิดปกติด้านจำนวนโครโมโซม หรือโครงสร้างของโครโมโซมหนึ่งหรือหลายโครโมโซม ตัวอย่างของความผิดปกติดังกล่าว ได้แก่ ไทรโซมี 21 (Trisomy 21, ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของ กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) โดยผู้ป่วยมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแท่งในทุกเซลล์ของร่างกาย
การวินิจฉัย (Diagnosis)
เนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมมีความหลากหลายมาก วิธีการวินิจฉัยจึงแตกต่างกันไปตามชนิดของความผิดปกติ ความผิดปกติทางพันธุกรรมส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ก่อนคลอด ช่วงแรกเกิด หรือในวัยเด็กตอนต้น แต่ความผิดปกติบางอย่างเช่น โรคฮันติงตัน อาจไม่แสดงอาการจนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
พื้นฐานสำคัญของการวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมคือ การศึกษาการถ่ายทอดลักษณะในครอบครัวจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง หากมีประวัติครอบครัวอย่างละเอียดอาจช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงของความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในบุตรได้ ข้อมูลดังกล่าวสามารถช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์เลือกวิธีการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมกับความผิดปกติที่สงสัย และเปิดโอกาสให้บิดามารดาเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ของภาวะทารกตายในครรภ์ หรือการยุติการตั้งครรภ์ตามกรอบกฎหมายและข้อพิจารณาทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง การวินิจฉัยก่อนคลอด (Prenatal diagnosis) สามารถตรวจพบลักษณะผิดปกติที่เฉพาะของพัฒนาการทารกในครรภ์ได้โดยการตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือการตรวจหาสารชีวภาพที่เป็นลักษณะจำเพาะของความผิดปกติได้ด้วยหัตถการชนิดรุกล้ำ (Invasive procedures) ซึ่งต้องสอดเครื่องมือหรือเข็มผ่านเข้าสู่โพรงมดลูก เช่น การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
การพยากรณ์โรค (Prognosis)
ความผิดปกติทางพันธุกรรมไม่ได้ก่อให้เกิดการเสียชีวิตโดยตรงในผู้ป่วยทุกราย ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาความผิดปกติทางพันธุกรรมให้หายขาด ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิดส่งผลต่อพัฒนาการ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ ขณะที่ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิดส่งผลต่อร่างกายเป็นหลัก เช่น โรคกล้ามเนื้อเสื่อม และความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น โรคฮันติงตัน จะเริ่มแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ในช่วงที่ความผิดปกติสำแดงผล การดูแลผู้ป่วยมักมุ่งเน้นไปที่การดำรงหรือชะลอความเสื่อมของคุณภาพชีวิต และการคงความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างอิสระของผู้ป่วยให้ได้นานที่สุด โดยอาจใช้กายภาพบำบัดและการจัดการความเจ็บปวดร่วมด้วย
การรักษา (Treatment)
การรักษาความผิดปกติทางพันธุกรรมยังคงเป็นความท้าทายทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการศึกษาทางคลินิกด้านยีนบำบัด (Gene therapy clinical trials) ที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้น กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา หรือได้รับการอนุมัติแล้วมากกว่า 1,800 โครงการทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นที่การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นสำคัญเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการของโรค
ยีนบำบัดหมายถึง วิธีการรักษารูปแบบหนึ่งที่นำยีนปกติเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย เพื่อบรรเทาความผิดปกติที่เกิดจากการแสดงออกของยีนที่ผิดปกติ หรือชะลอการดำเนินของโรค อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของยีนบำบัดคือการนำส่งยีนไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักวิจัยได้ศึกษาวิธีการนำส่งยีนเข้าสู่เซลล์ที่มียีนผิดปกติอยู่หลายล้านล้านเซลล์ การนำส่งยีนที่มีประสิทธิภาพยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนองค์ความรู้ดังกล่าวไปสู่การรักษาและแก้ไขความผิดปกติทางพันธุกรรมในทางปฏิบัติ
ระบาดวิทยา (Epidemiology)
ความผิดปกติทางพันธุกรรมส่วนใหญ่ถือเป็นโรคที่หายาก โดยทั่วไปหมายถึงโรคที่พบในประชากรน้อยกว่า 1 คนต่อ 2,000 คน แม้ว่าปัจจุบันจะมีการค้นพบความผิดปกติทางพันธุกรรมมากกว่า 6,000 ชนิดแล้วก็ตาม และยังมีการรายงานความผิดปกติใหม่เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในวารสารทางการแพทย์
ประวัติศาสตร์ (History)
หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของความผิดปกติทางพันธุกรรมในบรรพบุรุษมนุษย์ (Hominid) พบในซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตชนิด Paranthropus robustus ซึ่งมีอายุกว่าล้านปีมาแล้ว โดยมากกว่าหนึ่งในสามของตัวอย่างที่ศึกษาแสดงลักษณะของโรคเคลือบฟันผิดปกติแต่กำเนิด (Amelogenesis imperfecta)
แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Genetic_disorder [2026, August 17] โดย ดร. โอภาส ตันติฐากูร
อ่านตรวจทานโดย ศ. คลินิกเกียรติคุณ นพ. พนัส เฉลิมแสนยากร