คำถามเกี่ยวกับยา
โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล
เรื่อง : คลอแรมบิวซิล (Chlorambucil)
- สำหรับการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งชนิด Hodgkin's disease, Non-Hodgkin's Lymphoma, มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรัง (Chronic Lymphoid Leukemia)
- นอกจากนี้ยังนำยาคลอแรมบิวซิลมาใช้ในการรักษา Waldenstrom's macroglobulinaemia, Nephrotic syndrome, Mycosis fungoides, Gestational trophoblastic neoplasia, Histiocytosis X syndrome ได้อีกด้วย
- ภาวะกดไขกระดูก (Bone Marrow Suppression): ส่งผลทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ, โลหิตจาง/ โรคซีด และเกล็ดเลือดต่ำ จึงเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อโรค
- ยาคลอแรมบิวซิลมีรายงานการเพิ่มอุบัติการณ์ของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (Acute Leukemia) อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นเมื่อพิจารณาใช้ยาคลอแรมบิวซิลต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย
- ยาคลอแรมบิวซิลมีรายงานการเกิดผื่นที่ผิวหนังหรือผื่นลักษณะคล้ายลมพิษซึ่งอาจดำเนินไปถึงสภาวะที่รุนแรงได้ เช่น สตีเวนส์ จอห์นสัน ซินโดรม (Stevens-Johnson Syndrome/Toxic Epider mal Necrolysis: TENs) แต่พบได้น้อย
- ยาคลอแรมบิวซิลมีรายงานการเกิดอาการชักในเด็กที่เป็นโรคไตชนิด Nephrotic syndrome/ โรคไตรั่ว ดังนั้นผู้ป่วยที่มีประวัติการชักมาก่อนควรระมัดระวังการใช้ยา เพราะอาจมีความไว/เพิ่มโอกาสการชักได้สูง
- ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่แพ้ยานี้หรือแพ้ส่วนประกอบของยานี้ หรือมีประวัติแพ้ยาเคมีบำบัดในกลุ่ม Alkylating agents เช่น ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide) มาก่อน
- ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในภาวะมีการกดไขกระดูกอยู่เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า 2,500 เซลล์ต่อลูกบาศ์กมิลลิเมตร หรือปริมาณเกล็ดเลือดต่ำน้อยกว่า 100,000 เซลล์ต่อลูกบาศ์กมิลลิเมตร หรือมีภาวะโลหิตจาง/ โรคซีดอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามภาวะกดไขกระดูกจะกลับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็วเมื่อมีการหยุดยานี้
- การใช้ยาคลอแรมบิวซิลในเด็กได้รับการรับรองให้ใช้ได้ในเด็กทารกที่มีอายุมากกว่า/เท่ากับ 6 เดือนขึ้นไปเฉพาะสำหรับข้อบ่งใช้ในโรคไตชนิด Nephrotic syndrome และ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Hodgkin’s Lyphoma เท่านั้น
- ไม่ควรใช้ยาคลอแรมบิวซิลในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิดอื่น หรือเพิ่งได้รับการรักษาด้วยรังสีรักษา
- การใช้ยาคลอแรมบิวซิลในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอาจต้องการยานี้ในขนาดที่ต่ำลง เนื่องจากผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มการทำงานของไตลดลง ปฏิกิริยาของการเกิดพิษจากยานี้จึงจะมากขึ้นหากผู้ป่วยมีการทำงานของไตบกพร่อง
- การใช้ยาคลอแรมบิวซิลในช่วงกำลังตั้งครรภ์: อาจก่อให้ทารกเกิดความพิการขึ้นได้จึงไม่ควรใช้ยานี้ อีกทั้งหากอยู่ในช่วงให้นมบุตร แนะนำให้หลีกเลี่ยงการให้นมบุตรโดยเด็ดขาด
- เนื่องจากยาคลอแรมบิวซิลเป็นยาเคมีบำบัด เพื่อลดความเสี่ยงในการที่ยาจะสัมผัสกับผิวหนัง จึงจำเป็นต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง จึงแนะนำให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสยา รวมถึงควรสวมถุงมือทุกครั้งที่ถือขวดบรรจุยา การเตรียมยา และการบริหารยา/การให้ยากับผู้ป่วย
- อาจพิจารณาลดขนาดยานี้หรือหยุดใช้ยา กรณีผู้ป่วยกำลังอยู่ในภาวะติดเชื้อหรือติดเชื้อในกระแสเลือด (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) เนื่องจากยานี้มีผลกดการทำงานของไขกระดูกซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้การติดเชื้อกำเริบมากยิ่งขึ้น
- การใช้ยาคลอแรมบิวซิลในช่วงวัยเจริญพันธุ์ จำเป็นต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยาส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้และอาจทำให้หน่วยพันธุกรรมผิดปกติ (Mutagenic effect) โดยเกิดได้ทั้งในชายและในหญิงและส่งผลทำให้เกิดภาวะทารกพิการ (Teratogenic) ได้
- กรณีต้องการมีบุตรและฝ่ายชายจำเป็นต้องได้รับยาคลอแรมบิวซิล ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงความต้องการดังกล่าวก่อนแพทย์จะเริ่มต้นให้ยา เนื่องจากอาจพิจารณาให้ฝ่ายชายเก็บเชื้ออสุจิก่อนที่จะเริ่มได้รับยานี้ สำหรับฝ่ายหญิงอาจจำเป็นต้องพิจารณาการมีบุตรได้หลังได้รับยาเคมีบำบัดครบแล้ว โดยปรึกษาแพทย์ผู้รักษาตั้งแต่ก่อนรักษาโรคด้วยยานี้เสมอ
- ยาคลอแรมบิวซิล เมื่อใช้ร่วมกับวัคซีนโรตาจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อไวรัสโรตาซึ่งก่อให้เกิดอาการท้องร่วง/ท้องเสียอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในเด็ก
- ยาคลอแรมบิวซิล เมื่อใช้ร่วมกับวัคซีนชนิดเชื้อเป็น เช่น วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม, วัคซีนอีสุกอีใส, วัคซีนโปลิโอชนิดกิน, วัคซีนไวรัสโรตา, และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก, เป็นต้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อจากวัคซีนชนิดเชื้อเป็นได้เพราะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะลดลง เชื้อโรคที่อ่อนฤทธิ์ในวัคซีนอาจจะก่อโรคได้ในช่วงนี้
- ยาคลอแรมบิวซิล เมื่อใช้ร่วมกับยาบูโพพิออน (Bupropion: ยาเลิกบุหรี่, ยาต้านเศร้า) อาจทำให้เกิดอาการชักได้ง่ายขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทั้งสองชนิดร่วมกัน
- ยาคลอแรมบิวซิล เมื่อใช้ร่วมกับยาฟีนิวบิวทาโซน (Phenylbutazone: ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตรอยด์) อาจจำเป็นต้องปรับลดขนาดยาคลอแรมบิวซิลลง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ยาฟีนิวบิวทาโซนจะเพิ่มความเป็นพิษของยาคลอแรมบิวซิลได้