คำถามเกี่ยวกับยา
โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล
เรื่อง : ซัยโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide)
- ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ทั้งชนิด Hodgkin's lymphoma, Non-Hodgkin's lymphoma), มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด ฯลฯ
- รักษาโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค/โรคออโตอิมมูน/ โรคภูมิต้านตนเอง เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ โรคลูปัส-โรคเอสแอลอี โรคไตอักเสบบางชนิด โรคเลือดบางชนิด ฯลฯ
- ภาวะกดไขกระดูก (Bone Marrow Suppression): ส่งผลทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจึงเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อ โลหิตจาง/เม็ดเลือดแดงต่ำ อาจทำให้เหนื่อยง่าย ซีด และเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้เลือดออกได้ง่าย
- ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: ความเป็นพิษต่อหัวใจที่เกิดจากการใช้ยานี้พบเมื่อใช้ในขนาดสูงหรือในขนาด 120 - 240 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทำให้เกิดความผิดปกติของค่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอีเคจี (EKG) หรืออาจทำให้เกิดผลต่อการทำงานของหัวใจ
- ผลต่อระบบทางเดินอาหาร: ยานี้ทำให้เกิดคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสียหรือท้องผูก กระเพาะอาหารอักเสบ และมีแผลในช่องปาก
- ผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะ: ยาจะทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากยาขับออกทางปัสสาวะ และสารที่เกิดจากการแปรสภาพของยาทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ เป็นผลทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและปัสสาวะเป็นเลือด และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้ และการใช้ยาในขนาดสูงจะยิ่งเพิ่มความเป็นพิษต่อไต โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
- ผลต่อระบบสืบพันธุ์: ยาอาจทำให้จำนวนอสุจิน้อยลงหรือเป็นหมันในผู้ชาย การตกไข่ผิดปกติ ไม่มีประจำเดือนในผู้หญิง
- ผลต่อผิวหนัง: เช่น พบผื่นเป็นจุดหรือตุ่มนูนที่ผิวหนัง แผลเปื่อยบริเวณผิวหนัง การเปลี่ยนแปลงสีของผิวหนัง โดยอาจพบผิวหนังมีสีเข้มขึ้นหลังได้รับยานี้แล้วเป็นเวลาหลายปี ผิวหนังบวมแดง ผิวหนังและเล็บเหี่ยว ผิวหนังหลุดลอก ผมร่วง
- อื่นๆ: เช่น ใบหน้าบวมแดง และอาการบวมแดงตามแขนขา
- ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในภาวะไขกระดูกถูกกดการทำงานอยู่ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า 2,500 เซลล์ต่อลูกบาศ์กมิลลิเมตร หรือปริมาณเกล็ดเลือดต่ำน้อยกว่า 100,000 เซลล์ต่อลูกบาศ์กมิลลิเมตร หรือเกิดภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เคยได้รับยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษามาก่อน
- ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีกระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีการอุดกั้นของท่อทางเดินปัสสาวะ
- ผู้สูงอายุอาจต้องการยาในขนาดที่ต่ำลง เนื่องจากผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มการทำงานของไตลดลง และยานี้ถูกขจัดออกทางไต ปฏิกิริยาของการเกิดพิษจากยานี้จึงจะมากขึ้นหากผู้ป่วยมีการทำงานของไตบกพร่อง
- อาจพิจารณาลดขนาดยาหรือหยุดใช้ยานี้ กรณีผู้ป่วยกำลังอยู่ในภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด/ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ เนื่องจากยานี้มีผลกดการทำงานของไขกระดูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้การติดเชื้อกำเริบ/ลุกลามมากยิ่งขึ้น
- การใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ในขณะตั้งครรภ์และให้นมบุตร อาจทำให้หน่วยพันธุกรรมผิดปกติ ดังนั้นควรพิจารณายุติการตั้งครรภ์หากผู้ป่วยได้รับยาในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และแนะนำให้มีการคุมกำเนิดด้วยถุงยางอนามัยชาย หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังได้รับยาซัยโคลฟอสฟาไมด์อยู่
- เมื่อใช้ร่วมกับวัคซีนโรตา (Rotavirus vaccine) จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อไวรัสโรตา ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในเด็ก
- เมื่อใช้ร่วมกับวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live vaccines) เช่น วัคซีนหัด – คางทูม- หัดเยอรมัน, วัคซีนอีสุกอีใส, วัคซีนโปลิโอชนิดกิน, วัคซีนไวรัสโรต้า และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก เป็นต้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อจากวัคซีนชนิดเชื้อเป็นนั้นๆ ได้ เพราะช่วงที่ผู้ป่วยได้รับยานี้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของผู้ป่วยจะลดลง เชื้อโรคจากวัคซีนที่อ่อนฤทธิ์อาจจะก่อโรคในช่วงนี้ได้
- ยานี้จะเพิ่มฤทธิ์การลดระดับน้ำตาลในเลือดของยาเบาหวานกลุ่มซัลโฟนิวยูเรีย (Sulfonylurea เช่น ไกลมิพิไลด์ (Glimepiride), ไกลเบนคราไมด์ (Glibenclamide), ไกลคาไซด์ (Gliclazide) เป็นต้น
- หากใช้ร่วมกับยาอะโลพูลินอล (Allopurinol: ยาลดกรดยูริค) หรือยาไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (Hydrochlorothiazide: ยาขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต) จะเพิ่มความเป็นพิษของยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ (อาการ เช่น กดไขกระดูก คลื่นไส้อาเจียน อาจมากขึ้น)
- หากใช้ร่วมกับยากันชัก เช่น Phenobabital, Phenytoin), Carbamazepine ยานอนหลับอย่าง Chloral hydrate: ยาเหล่านี้จะเพิ่มฤทธิ์ของเอนไซม์ตับในการทำลายยาซัยโคลฟอสฟาไมด์เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ถูกเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ (Metabo lite) ในตับมากขึ้น จึงอาจเพิ่มความเป็นพิษจากยาได้มากขึ้น
- หากใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดกลุ่ม Anthracycline เช่น Doxorubicin Bleomycin Dactinomycin) และ/หรือหลังจากผู้ป่วยได้รับรังสีรักษาบริเวณหัวใจ จะเพิ่มความเป็นพิษที่มีต่อหัวใจ
- ระวังการใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาลดอักเสบแก้ปวด เช่น Indomethacin เพราะมีรายงานการเกิดพิษเฉียบพลันคือ อาการบวมน้ำ (Fluid retention)
- ควรหลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงน้ำผลไม้เกรปฟรุต (Grapefruit juice) เพราะอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ได้
- การใช้ซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับสมุนไพรเซนจอห์นเวิร์ธ (St John's Wort) จะส่งผลทำให้ระดับยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ในเลือดลดลง
- หากใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาทราทูซูแมบ (Trasutuzumab: ยารักษาโรคมะเร็ง) จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหัวใจทำงานผิดปกติ (Cardiac dysfunction)
- หากใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยารักษาโรคมะเร็งอย่าง Tamoxifen จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดอุดตัน (Thromboembolism)
- หากใช้ร่วมกับยา Warfarin: ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกผิดปกติ โดยพบว่าค่าไอเอ็นอาร์ (INR: International Normalized Ratio: ค่าที่ใช้ติดตามการทำงานของการแข็งตัวของเลือด) จะเพิ่มสูงขึ้น