logo

คำถามเกี่ยวกับยา

โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล

เรื่อง : เมอร์เเคปโตพิวรีน (Mercaptopurine)

ยาเมอร์แคปโตพิวรีนมีสรรพคุณใช้สำหรับการรักษาเพื่อการหายขาดและการรักษาแบบประคับประคองในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันทั้งชนิด Acute lymphoblastic leukemia/ Acute lmphocytic leukemia/ALL และชนิด Acute myelogenous leukemia/AML

  • การกดไขกระดูก (Bone Marrow Suppression): ส่งผลทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ โลหิตจาง และเกล็ดเลือดต่ำ จึงเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อโรค ภาวะซีดทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และเลือดออกผิดปกติได้ง่าย
  • ภาวะพิษต่อตับ: เช่น ตับอักเสบ ภาวะน้ำดีคั่งในตับ (Cholestasis) และเนื้อเยื่อตับตายเน่า (Hepatic gangrene)
  • อาการของระบบทางเดินอาหาร: เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เยื่อบุในปากอักเสบ
  • อาการทางระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค: เช่น ปวดข้อ เป็นไข้ ใบหน้าบวม
  • อาการทางผิวหนัง: เช่น เกิดผื่นแดง คัน ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีเข้มมากขึ้น ผมร่วง
  • อื่นๆ: มีรายงานภาวะจำนวนตัวอสุจิในน้ำอสุจิน้อยกว่าปกติ
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น
  • ยาเมอร์แคปโตพิวรีนเป็นยาเคมีบำบัด เพื่อลดความเสี่ยงในการที่ยาจะสัมผัสกับผิวหนังจึงจำเป็นต้องใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวัง แนะนำให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสยานี้ รวมถึงควรสวมถุงมือยางที่ใช้ในการตรวจโรคทุกครั้งที่ถือขวดบรรจุยานี้ การเตรียมยานี้ และในการบริหารยานี้
  • การใช้ยาเมอร์แคปโตพิวรีนในเด็ก ยานี้ได้รับการรับรองให้ใช้ได้ในเด็กซึ่งควรใช้ด้วยความระมัด ระวังภายใต้ความดูแลของแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น
  • การใช้ยาเมอร์แคปโตพิวรีนในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอาจต้องการยานี้ในขนาดที่ต่ำลงกรณีเมื่อผู้ป่วยมีแนวโน้มการทำงานของตับลดลงเพราะยานี้ถูกขจัดออกทางตับ
  • ยาเมอร์แคปโตพิวรีนมีผลพิษต่อตับ ควรติดตามค่าการทำงานของตับทุกสัปดาห์ตามแพทย์แนะนำช่วงที่ผู้ป่วยได้รับยา หรือติดตามบ่อยขึ้นกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาโรคตับอยู่ก่อน
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเมอร์แคปโตพิวรีนในช่วงกำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากยานี้มีผลพิษต่อทารกในครรภ์อาจก่อให้ทารกเกิดความพิการขึ้นได้ และหากอยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการให้นมบุตร เพราะยานี้ถูกขับออกทางน้ำนม อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงแก่บุตรได้
  • ยาเมอร์แคปโตพิวรีนทำให้เกิดการกดไขกระดูกอย่างรุนแรงโดยทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง จำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการติดเชื้อรวมถึงภาวะเลือดออกง่ายในอวัยวะต่างๆ
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคขาดเอนไซม์ไทโอพิวลีน เมทิวทรานส์เฟอเรส (Thiopurine methyltransferase; TPMT) มาแต่กำเนิดนั้นต้องระวังการใช้ยาเมอร์แคปโตพิวลีน เนื่องจากยาถูกขจัดออกทางร่างกายโดยอาศัยเอนไซม์ไทโอพิวลีน เมทิวทรานส์เฟอเรส ดังนั้นหากผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเดิมขาดเอนไซม์ดังกล่าวอาจเกิดภาวะกดไขกระดูกอย่างรวดเร็วหลังใช้ยานี้ หากจำเป็นต้องใช้ยานี้ แพทย์จะพิจารณาลดขนาดยานี้เพื่อหลีกเลี่ยงการกดไขกระดูก
  • ระวังการใช้ยาเมอร์แคปโตพิวรีนร่วมกับยาชนิดอื่นๆ ที่มีผลยับยั้งเอนไซม์ไทโอพิวลีน เมทิวทรานส์ เฟอเรส เนื่องจากอาจเกิดความเป็นพิษที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นจากยาเมอร์แคปโตพิวรีน
  • ในช่วงการรักษาด้วยยาเมอร์แคปโตพิวรีนจะส่งผลต่อการสลายตัวของเซลล์ (Cell lysis) อย่างรวดเร็ว แพทย์จะตรวจวัดระดับกรดยูริคในเลือดและในปัสสาวะ เพราะอาจเกิดภาวะกรดยูริคเกินในเลือดหรือในปัสสาวะซึ่งส่งผลพิษต่อไต
  1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาเมอร์แคปโตพิวรีนคู่กับยาที่มีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโอพิวลีน เมทิวทรานส์เฟอเรส (Thiopurine methyltransferase; TPMT คือเอนไซม์ที่ใช้ในการขจัดยาเมอร์แคปโตพิวลีนออกจากทางร่างกาย) เช่น ยาเมซาลาซีน (Mesalazine: ยารักษาลำไส้อักเสบเรื้อรัง) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาเมอร์แคปโตพิวลีนได้เพราะเอนไซม์ทำลายยาเมอร์แคปโตพิวลีนถูกยับยั้งการทำงาน
  2. แพทย์จะพิจารณาลดขนาดยาเมอร์แคปโตพิวลีนหากใช้ร่วมกับยาซัลฟาเมทอกซาโซล/ไตรเมทโทรพริม (Sulfamethoxazole/Trimethoprim: ยาปฏิชีวนะ) เนื่องจากการกดไขกระดูกจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาทั้งสองร่วมกัน
  3. แพทย์จะพิจารณาลดขนาดยาเมอร์แคปโตพิวลีนลง 25 - 30 เปอร์เซนต์จากขนาดยาปกติ หากใช้ร่วมกับยาอัลโลพูรินอล (Allopurinol: ยารักษาโรคเกาต์/ยาลดกรดยูริค) เนื่องจากยาอัลโลพูรินอลลดการขจัดยาเมอร์แคปโตพิวลีนออกจากร่างกายซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาเมอร์แคปโตพิวลีนได้
  4. เมื่อใช้ยาเมอร์แคปโตพิวลีนร่วมกับยาวาร์ฟาริน (Warfarin: ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) จะส่งผลลดฤทธิ์ในการต้านการแข็งตัวของเลือดของยาวาร์ฟารินได้ จึงไม่ควรใช้ยาร่วมกัน
  5. เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา กรณีผู้ป่วยกำลังได้รับยาเมอร์แคปโตพิวรีนอยู่อาจพิจารณาปรึกษาเภสัชกรเพื่อตรวจสอบรายการยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับอยู่เพื่อลดโอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างกับยาชนิดอื่นๆ