คำถามเกี่ยวกับยา
โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล
เรื่อง : ไซโคลสปอริน (Cyclosporin)
- กดภูมิคุ้มกันในการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อป้องกันการปฏิเสธสิ่งปลูกถ่ายในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ
- ใช้รักษาเยื่อตาขาวอักเสบจากภาวะตาแห้ง (Keratoconjunctivitis sicca)
- ภาวะต่อมน้ำตามัยโบเบียนทำงานผิดปกติ
- ใช้รักษาในโรคจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ โดยใช้เป็นยาทางเลือกเมื่อโรคไม่ตอบสนองต่อยามาตรฐาน เช่น ยา Methrotrexate ซึ่งโรคจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น
- โรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)
- โรคทางผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
- พิษต่อไต ซึ่งพบได้บ่อยและเป็นสาเหตุหลักที่ต้องหยุดใช้ยานี้ หรือต้องปรับการใช้ยานี้
- พิษต่อระบบประสาท เช่น อาการสั่น ปวดศีรษะ และ ชัก
- นอกจากนี้ ยาไซโคลสปอรินอาจชักนำให้เกิด
- ภาวะขนดก (Hirsutism)
- ความดันโลหิตสูง
- ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia: หากโพแทสเซียมในเลือดสูงไม่มากมักจะไม่มีอาการ จนกระทั่งโพแทสเซียมในเลือดสูงมากจึงเกิดอาการทางหัวใจ เช่น ใจสั่น หรือหัวใจหยุดเต้น
- ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
- อาการเหงือกอักเสบ/ เหงือกบวม/เหงือกงอก
- ไม่ควรใช้ยาไซโคลสปอรินในผู้ที่แพ้ยาไซโคลสปอริน หรือแพ้ส่วนประกอบในตำรับยาไซโคลสปอรินสำหรับฉีด เช่น Polyethoxylated castor oil ซึ่งใช้เป็นตัวนำพายา (Vehicle) ไปสู่ตำแหน่งที่ยาออกฤทธิ์ โดย Polyethoxylated castor oil นั้นยังใช้เป็นตัวนำพายา (Vehicle) ของยาพาคลิแทคเซล (Paclitaxel: ยาเคมีบำบัดชนิดหนึ่ง) อีกด้วย
- ไม่ควรซื้อยาอื่นรับประทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาไซโคล สปอริน ซึ่งอาจทำให้เพิ่มความเป็นพิษของยาไซโคลสปอรินได้ หรือทำให้ระดับยาไซโคลสปอรินต่ำกว่าระดับที่ใช้ในการรักษา
- ระหว่างที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่ (ที่รวมถึงยาไซโคลสปอริน) มีข้อควรระวังในการรับวัคซีนบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนที่มีเชื้อมีชีวิต (Live attenuated vaccine) ตัวอย่างเช่น
- วัคซีนสำหรับป้องกันแบคทีเรีย เช่น วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG: Bacillus Calmette-Guérin), วัคซีนป้องกันไทฟอยด์ชนิดรับประทาน
- วัคซีนสำหรับป้องกันไวรัส เช่น วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน (OPV: oral polio vaccine), วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม (MMR: Measles, Mumps, Rubella), วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella vaccine)
- ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับวัคซีน
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้หรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่ไม่สบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคอีสุกอีใส ไข้ออกผื่น โรคหัด วัณโรค เป็นต้น และถ้าสัมผัสกับผู้ป่วยดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยเร็ว
- ยาไซโคสปอรินถูกจัดตามดัชนีความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มซี (Pregnancy Safety Index Category: C) โดยจากการศึกษาในสัตว์พบว่า ยาที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์สัตว์ แต่ไม่มีการศึกษาเพียงพอในมนุษย์ ดังนั้นการจะใช้ยาประเภทนี้ควรใช้เมื่อมีการประเมินจากแพทย์ ระหว่างประโยชน์ที่ได้จากการใช้ยาและความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ ว่าเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
- เนื่องจากยาไซโคลสปอรินถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อขับออกจากร่างกาย โดยเอนไซม์ไซโตโครมพี 450 3A (Cytochrome P450 3A) โดยเอนไซม์นี้พบมากที่ตับ) ดังนั้นหากใช้ยาที่ยับยั้งการทำงานเอนไซม์ไซโตโครมพี 450 3A ร่วมกับยาไซโคลสปอริน อาจมีผลให้ระดับยาไซโคลสปอรินในร่างกายสูงขึ้น เนื่องจากยาไม่ถูกเปลี่ยนแปลงและขับออกจากร่างกาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการพิษจากยาได้ ตัวอย่างยากลุ่มดังกล่าว เช่น
- ยารักษาโรคเชื้อรา เช่น ยา Ketoconazole, Itraconazole, Fluconazole
- ยาปฏิชีวนะ เช่น Erythromycin, Clarithromycin
- ยาต้านไวรัสเอชไอวี เช่น Ritonavir, Indinavir, Saquinavir
- รวมถึงน้ำผลไม้เกรปฟรุต (Grape fruit)
- ในทางตรงข้าม หากใช้ยาที่ชักนำการทำงานเอนไซม์ไซโตโครมพี 450 3A (Drug inducer) ซึ่งมีผลทำให้เอนไซม์ไซโตโครมพี 450 3A ทำงานได้ดีขึ้น อาจมีผลเปลี่ยนแปลงยาไซโคลสปอรินให้หมดฤทธิ์และถูกขับออกจากร่างกายได้มากขึ้น หากใช้ยากลุ่มเหล่านี้ร่วมกับยาไซโคลสปอริน อาจมีผลทำให้ระดับยาไซโคสปอรินในกระแสเลือดลดต่ำลง จนไม่สามารถยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาปฏิเสธเนื้อเยื่อปลูกถ่าย ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น
- Phynetoin
- Carbamazepine
- Rifampicin