คำถามเกี่ยวกับยา
โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล
เรื่อง : ไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล (Mycophenolate mofetil)
ยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลมีสรรพคุณใช้สำหรับป้องกันปฏิกิริยาที่ผู้รับอวัยวะปฏิเสธอวัยวะใหม่ที่ได้รับปลูกถ่ายเช่น หัวใจ ตับ และไต โดยใช้ร่วมกับยาไซโคลสปอริน (Cyclo sporine: ยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย) และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- ภาวะกดการทำงานของไขกระดูก (Bone Marrow Suppression: ส่งผลทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ โลหิตจาง และเกล็ดเลือดต่ำ จึงเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อโรค ภาวะซีดทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และเลือดออกผิดปกติได้ง่าย ตามลำดับ
- อาการของระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เช่น ไอ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน
- อาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก
- อาการทางผิวหนัง เช่น ขึ้นผื่น
- ผลต่อไต เช่น การตรวจเลือดพบค่าปริมาณของเสีย: Blood Urea Nitrogen/BUN และครีเอตินิน/Creatinine สูงขึ้น
- อาการอื่นๆ เช่น อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ต่ำ หนาวสั่น ปวดหัว บวมตามแขน ขา นอนไม่หลับ
- ยานี้มีผลกดการทำงานของไขกระดูกและกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคทั่วไป ติดเชื้อฉวยโอกาส รวมถึงการกระตุ้นเชื้อไวรัสที่แฝงอยู่ในตัวให้เจริญเติบโตขึ้นจนก่ออาการ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสตับอักเสบซี
- นอกจากนี้ยังมีรายงานการเกิด Progressive Multifocal Leukoencephalopathy (PML) ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทส่วนกลางที่มีการทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่ส่งกระแสประสาท (Demyelination) ทำให้การส่งกระแสประสาทบกพร่องไป ทำให้สูญเสียความสามารถจนกระทั่งอาจเสียชีวิตได้
- การใช้ยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลในเด็ก ได้รับการรับรองให้ใช้ได้ในเด็กทารกที่มีอายุมากกว่า/เท่ากับ 3 เดือนขึ้นไป โดยยังไม่ได้รับการรับรองให้ใช้ในเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 3 เดือน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยาที่ปลอดภัยและเหมาะสม
- การใช้ยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอาจต้องการยาในขนาดที่ต่ำลง เนื่องจากผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มการทำงานของไตลดลงและยานี้ถูกขจัดออกทางไต ปฏิกิริยาของการเกิดพิษจากยานี้จึงอาจจะมากขึ้นหากผู้ป่วยมีการทำงานของไตบกพร่อง
- การใช้ยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลในช่วงกำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากยามีผลพิษต่อทารกในครรภ์อาจก่อให้ทารกเกิดความพิการขึ้นได้หรือมารดาอาจเกิดการแท้งบุตร ดังนั้นในสตรีที่มีโอกาสตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจการตั้งครรภ์โดยการตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะ และได้ผลที่เป็นลบ (ไม่ตั้งครรภ์) ก่อนหน้า 1 สัปดาห์ก่อนเริ่มการรักษาด้วยยานี้ ไม่แนะนำให้เริ่มใช้ยาจนกว่าจะได้ผลการทดสอบตั้งครรภ์ที่เป็นลบ
- การใช้ยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลในช่วงให้นมบุตร ควรหยุดการให้นมหรือหยุดใช้ยา
- เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Gancyclovir, Valacyclovir อาจทำให้ระดับยาของทั้งไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลเพิ่มสูงขึ้นและระดับยาต้านไวรัสดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดภาวะไตเสื่อม เนื่องจากยาทั้งสองกลุ่มแย่งกันขับออกทางท่อไต
- เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาลดกรดชนิดน้ำ (Antacid) ที่มีส่วนประกอบของอลูมิเนียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยานี้ร่วมกับยาลดกรดชนิดน้ำดังกล่าว เพราะแร่ธาตุเหล่านั้นในยาลดกรดจะทำให้การดูดซึมยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลเข้าสู่ร่างกายลดลง ดังนั้นจึงแนะนำให้รับประทานยาลดกรดชนิดน้ำให้ห่างจากยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลอย่างน้อย 2 - 4 ชั่วโมง โดยรับประทานยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลก่อน
- เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาลดกรดกลุ่มยับยั้งการขับโปรตอน (Proton Pump Inhibitor: PPIs) เช่น ยา Omeprazole, Lansoprazole, Pantoprazole จะมีผลทำให้ระดับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลในเลือดลดลง จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้คู่กับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล
- เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาโคเลสไทรามีน (Cholestyramine: ยาลดไขมัน) จะทำให้ระดับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลลดลง เนื่องจากยาโคเลสไทรามีนจะลดการดูดซึมยาไมโคฟีโนเลต โมฟี ทิล โดยรบกวนกระบวนการดูดซึมยาผ่านตับและขับยาออกทางน้ำดีที่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้งหนึ่ง (Enterohepatic recirculation) จึงควรหยุดใช้ยาโคเลสไทรามีนขณะที่ได้รับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลอยู่
- เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ยา Rifampicin, Ciprofloxacin, Amoxycillin-Clavulanate จะทำให้ระดับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลในเลือดลดลง ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้ยาทั้งสองร่วมกันแพทย์จะตรวจวัดระดับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลในเลือดเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสมเป็นกรณีไป
- เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิดที่ประกอบด้วย Ethenyl estradiol, Levonorgestrel, Desogestrel พบว่ายาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลต่อฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ของยาเม็ดคุมกำเนิดดังกล่าวไม่มีผล จึงควรใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วยเช่น ถุงยางอนามัยชาย