6. ตลาดห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ – ตอนที่ 91
- โดย ดร. วิทยา มานะวาณิชเจริญ
- 28 สิงหาคม 2569
- Tweet

มาตรฐานดังกล่าว กำหนดให้ “การบริการเวชศาสตร์จีโนม” (Genomic medicine) ได้แก่ การวินิจฉัย (Diagnosis), ดูแลรักษาพยาบาล, พยากรณ์โรค (Prognosis), การให้คำปรึกษา (Consultation), การใช้ยา (Medication), การประเมินความเสี่ยง (Risak assessment) ของโรค, และการป้องกันโรค โดยใช้เทคโนโลยีพันธุศาสตร์ จะต้องให้บริการในสถานพยาบาล โดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีคุณสมบัติ (Qualification) ตามที่สภาวิชาชีพ (Professional council) ประกาศ และมีสถานที่และเครื่องมือที่เหมาะสมเป็นไปตามที่สภาวิชาชีพประกาศ
อีกทั้งยังมีกฎหมายในประเทศไทย สำหรับส่งเสริมการจัดเก็บ (Collection) และประมวลผลข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการวิจัย โดยเคารพสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล (Personal data) โดยคำนึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเคารพสิทธิ (Rights respect) ในข้อมูลส่วนบุคคล (Personal data), การป้องกันความรับผิด (Responsibility) ของผู้จัดเก็บ, ผู้ใช้ประโยชน์, ผู้ประมวลผล (Processor), ข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ขององค์กร, และการสร้างกลไก (Mechanism) ในการระงับข้อพิพาท (Dispute) และเยียวยาสิทธิ (Rights healing) ให้กับเจ้าของข้อมูลเมื่อมีการละเมิดสิทธิ (Rights violation)
2.3.2 ปัจจัยทางเศรษฐกิจและเศรษฐศาสตร์ (Economics factors) ปัจจุบันการบริการทางการแพทย์ของไทยเป็นจุดเด่น (Outstanding point) และมีความพร้อมมากที่สุด ในการที่จะช่วยส่งเสริมการเป็นศูนย์การแพทย์ (Medical Hub) เห็นจากความมีชื่อเสียง (Reputation) ด้านคุณภาพมาตรฐานการรักษาจนเป็นที่ยอมรับ (Acceptable) ของนานาชาติ
อีกทั้งยังเป็นตลาดใหญ่ มีมูลค่าสูง (High value) มีการบริการที่หลากหลาย ทำให้สามารถต่อยอดได้อีกมาก ภาพรวมค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ระดับโลก (Global medical expenditure) คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 11.12% ต่อ GDP (Gross domestic product = ผลิตภัณฑ์มวลรวม) ปี ค.ศ. 2020 ในขณะที่ประเทศเทศไทย คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 4.21% ต่อ GDP ปี ค.ศ. 2020
ภาครัฐมีการกำหนดให้อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรเป็นอุตสาหกรรม เป้าหมายใหม่ (New S-Curve) โดยภาครัฐให้สิทธิประโยชน์ (Privilege) อาทิ การปรับลดอัตราภาษี (Tax reduction) เพื่อดึงดูด (Attract) นักลงทุนให้เข้ามาลงทุน ซึ่งรวมถึงการตั้งฐานวิจัย (Research base) และนวัตกรรม (Innovation) ทางการแพทย์ ทำให้โรงพยาบาลเอกชน และธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) และ ปลายน้ำ (Downstream)
ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตยา (Pharmaceutical plant) และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Clinical laboratory) จะมีส่วนได้ประโยชน์ (Benefit) จากต้นทุนปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) กับคู่แข่งในต่างประเทศ และต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical tourism) ของไทยให้แข็งแกร่งขึ้น
ล่าสุด รัฐเร่งออกมาตรการเร่งรัด (Acceleration) การลงทุนเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทาง การแพทย์ที่เพิ่มขึ้นภายใต้สถานการณ์การระบาดไปทั่วโลก (Pandemic) ของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้ช่วงครึ่งแรกของปี 2563 มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน (Investment promotion) ในอุตสาหกรรมการแพทย์ถึง 52 โครงการ เพิ่มขึ้น 174% จากปีก่อน โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.3 หมื่น ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123% จากปีก่อน
แหล่งข้อมูล –