มะเร็งลำใส้ใหญ่และทวารหนัก

สารบัญ

  • เกริ่นนำ (Introduction)
  • อาการและอาการแสดง (Signs and symptoms)
  • สาเหตุของโรค (Cause)
  • อาหาร (Diet)
  • แบคทีเรีย (Bacteria)
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease)
  • พันธุกรรม (Genetics)
  • การวินิจฉัย (Diagnosis)
    • การถ่ายภาพทางการแพทย์ (Medical imaging)
    • พยาธิวิทยา (Histopathology)
    • การแบ่งระยะของโรค (Staging)
  • การป้องกัน (Prevention)
    • วิถีชีวิต (Lifestyle)
    • ยาและอาหารเสริม (Medication and supplements)
    • การคัดกรอง (Screening)
    • คำแนะนำ (Recommendations)
  • การรักษา (Treatment)
    • การผ่าตัด (Surgery)
    • เคมีบำบัด (Chemotherapy)
    • การฉายรังสี (Radiation therapy)
    • การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
    • การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care)
    • การดูแลด้านจิตสังคม (Psychosocial intervention)
      • ภาวะซึมเศร้าและความ (Depression and anxiety)
      • ความทุกข์ทางจิตใจหลังการรักษา (Post-treatment distress)
      • การตีตรา (Stigma)
      • วิธีการเข้าดูแล (Methods of intervention)
    • การติดตามผล (Follow-up)
  • การพยากรณ์โรค (Prognosis)
    • อัตราการกลับมาเป็นซ้ำ (Recurrence rates)
    • อัตราการรอดชีวิต (Survival rates)
  • วิทยาการระบาด (Epidemiology)
    • สหรัฐอเมริกา (United States)
    • สหราชอาณาจักร (United Kingdom)
    • ออสเตรเลีย (Australia)
    • ปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea)
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่เกิดในช่วงอายุน้อยกว่าปกติ (Early-onset colorectal cancer)
    • อัตราการเกิดโรคจำแนกตามอายุ (Incidence by age)
    • ปัจจัยเสี่ยง (Risk factors)
    • การคัดกรองเพื่อการป้องกัน (Preventive screening)
  • ความเป็นมาของโรคมะเร็ง (History)
  • สังคมและวัฒนธรรม (Society and culture)
  • งานวิจัย (Research)
    • การออกกำลังกาย (Exercise)

เกริ่นนำ (Introduction)

 มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก หรือที่เรียกว่า มะเร็งลำไส้ (Bowel cancer) มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon cancer) หรือมะเร็งทวารหนัก (Rectal cancer) เป็นผลพวงจากการเจริญเติบโตของเซลล์ลำไส้ใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้จนลุกลามแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย อาการและอาการแสดงที่อาจตรวจพบ คือ เลือดในอุจจาระ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการขับถ่าย น้ำหนักลด ปวดท้องและอ่อนเพลีย มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านการใช้ชีวิตและความผิดปกติทางพันธุกรรม ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อาหาร โรคอ้วน การสูบบุหรี่ และการขาดกิจกรรมทางกาย ปัจจัยด้านอาหารที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ การบริโภคเนื้อแดง เนื้อแปรรูป และแอลกอฮอล์ อีกปัจจัยหนึ่งคือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ซึ่งรวมถึงโรค
โครห์น (Crohn's disease) และลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล (Ulcerative colitis) ความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ได้แก่ ภาวะติ่งเนื้อที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว (Familial adenomatous polyposis) และมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดที่มิใช่ติ่งเนื้อและถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Hereditary non-polyposis colon cancer) อย่างไรก็ดีเป็นกลุ่มที่พบน้อยกว่า 5% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยมักเริ่มจากเนื้องอกในรูปของติ่งเนื้อที่พัฒนาเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักถูกวินิจฉัยได้โดยการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากลำไส้ใหญ่ระหว่างการส่องกล้องตรวจซิกมอย (Sigmoidoscopy) หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) จากนั้นจึงทำการตรวจด้วยภาพทางการแพทย์เพื่อประเมินว่ามีการแพร่กระจายของมะเร็งออกนอกลำไส้ใหญ่แล้ว หรือยังอยู่เฉพาะที่ การตรวจคัดกรองมีประสิทธิภาพในการป้องกันและลดอัตราการตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยแนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตั้งแต่อายุ 45 ถึง 75 ปี ซึ่งเดิมแนะนำให้เริ่มที่อายุ 50 ปี แต่ได้ปรับลดลงเป็น 45 ปี เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้เพิ่มขึ้น ในระหว่างการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หากพบติ่งเนื้อขนาดเล็กให้ตัดออกได้ทันที หากพบติ่งเนื้อขนาดใหญ่หรือก้อนเนื้องอก ก็ควรตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ส่งตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอาจรวมถึงการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด และการรักษาแบบมุ่งเป้า มะเร็งที่ยังจำกัดอยู่ในผนังลำไส้อาจรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด ส่วนมะเร็งที่แพร่กระจายไปแล้วมักรักษาไม่หายขาดแต่จะมุ่งเน้นไปในทางปรับคุณภาพชีวิตและบรรเทาอาการ อัตราการรอดชีวิต 5 ปีในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 65% ในปี 2014 โดยโอกาสในการรอดชีวิตขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความสามารถในการผ่าตัดเอามะเร็งออกได้ทั้งหมด และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ในระดับโลก มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 คิดเป็นประมาณ 10% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ในปี ค.ศ. 2022 มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 1.93 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิต 903,859 ราย พบได้บ่อย (มากกว่า 65% ของผู้ป่วย) ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

อาการและอาการแสดง (Signs and symptoms)

อาการและอาการแสดงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอกในลำไส้และขึ้นอยู่กับว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายแล้วหรือไม่ (การแพร่กระจายของมะเร็ง) อาการเตือนของโรคที่พบได้บ่อย คืออาการท้องผูกที่เป็นมากขึ้นกว่าเดิม, มีเลือดปนในอุจจาระ, ขนาดของก้อนอุจจาระเล็กลง (ความหนาของก้อนอุจจาระลดลง),เบื่ออาหาร, น้ำหนักลดและคลื่นไส้หรืออาเจียนในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ประมาณ 50% ของผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะไม่พบว่ามีการแสดงใดๆ การมีเลือดออกทางทวารหนักหรือภาวะโลหิตจางเป็นอาการที่มีความเสี่ยงสูงในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี การที่น้ำหนักลดลงพฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนไปนนั้นจะมีความน่ากังวลก็ต่อเมื่อมีอาการเลือดออกทางทวารหนักด้วย

สาเหตุของโรค (Causes)
ประมาณ 75–95% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเกิดขึ้นน้อยหรือแทบไม่มีเลยในผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อายุที่มากขึ้น, เพศของผู้ป่วยที่เป็นชาย, การบริโภคไขมัน, น้ำตาล, แอลกอฮอล์, เนื้อแดง, เนื้อแปรรูปในปริมาณสูง ภาวะอ้วน, การสูบบุหรี่และการขาดการออกกำลังกาย ประมาณ 10% ของผู้ป่วยมีสาเหตุของโรคที่สัมพันธ์กับการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ

  • อาหาร (Diet)
    อาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดของโรค ปัจจัยเสี่ยงด้านอาหารที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด คือ การดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวันละ 1 หน่วยมาตรฐานจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค การบริโภคธัญพืชไม่ขัดสีมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับความเสี่ยง (ยิ่งบริโภคมาก ความเสี่ยงจะยิ่งลดลง) การดื่มน้ำวันละ 5 แก้วก็อาจมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และติ่งเนื้อชนิดอะดีโนมา (Adenomatous polyps) การบริโภคแคลเซียม (เช่น ผลิตภัณฑ์นม) ก็มีผลในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของระดับกรดน้ำดีซึ่งอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดน้ำดีประเภทกรดดีออกซีโคลิกที่พบว่ามีปริมาณกรดประเภทนี้สูงขึ้นในลำไส้ใหญ่ของผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
    นอกจากนี้ ระดับกรดน้ำดีประเภทกรดเชโนดีออกซีโคลิกในอุจจาระที่มีปริมาณสูงขึ้นยังมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงและอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น คนไข้ในกลุ่มที่ที่มีอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสูงจะพบว่ามีความเข้มข้นของกรดน้ำดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดดีออกซีโคลิก) ในอุจจาระสูงกว่า ซึ่งการพบความเข้มข้นของกรดน้ำดีกรดน้ำดีชนิดกรดเชโนดีออกซีโคลิกในอุจจาระสูง มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงและอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่มากขึ้น
  • แบคทีเรีย (Bacteria)
    แบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัส แกลโลไลติคัส มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้คนจำนวนมากบริโภคแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัส โบวิส/สเตรปโตค็อกคัส อีควินัสบางสายพันธ์ในแต่ละวันโดยอาจถือว่าไม่เป็นอันตราย

ประมาณ 25–80% ของผู้ที่มีภาวะติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส โบวิส/กัลโลไลติคัสในกระแสเลือดจะพบว่ามีเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ด้วย สัดส่วนของสเตรปโตค็อกคัส โบวิส/กัลโลไลติคัสถือเป็นตัวบ่งชี้เชิงปฏิบัติที่อาจใช้ในการทำนายการมีรอยโรคในลำไส้ในระยะเริ่มต้นในกลุ่มคนไข้ที่มีความเสี่ยงสูง มีผู้เสนอว่า การพบแอนติบอดีต่อแอนติเจนของสเตรปโตค็อกคัส โบวิส/กัลโลไลติคัสหรือการพบแอนติเจนของเชื้อนี้ในกระแสเลือดอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ของกระบวนการก่อตัวของมะเร็งในลำไส้ใหญ่
แบคทีเรียเอสเชอริเคียโคไลที่ก่อโรคอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการสร้างสารเมแทบอไลต์ที่เป็นพิษต่อสารพันธุกรรมที่เรียกว่าโคลิแบคติน

  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease)
    ผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น โรคแผลในลำไส้ใหญ่และโรคโครห์นมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นโดยความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่เป็นโรคและความรุนแรงของการอักเสบ แนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงนี้ป้องกันด้วยการใช้ยาแอสไพรินและส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นประจำ การเฝ้าระวังด้วยการส่องกล้องอย่างต่อเนื่องในกลุ่มที่มีเสี่ยงสูงนี้อาจช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้โดยการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและยังช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย ผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังมีสัดส่วนของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่อปีน้อยกว่า 2% ในผู้ที่เป็นโรคโครห์น (ที่มีการอักเสบของลำไส้ใหญ่) พบว่า 2% จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ภายใน 10 ปี, 8% จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ภายใน 20 ปี, 18% จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ภายใน 30 ปี ส่วนผู้ที่เป็นโรคแผลในลำไส้ใหญ่ประมาณ 16% จะเกิดภาวะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ภายในระยะเวลา 30 ปี

ผู้ป่วยที่เป็น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มีสัดส่วนของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่อปีน้อยกว่า 2% ในผู้ที่เป็นโรคโครห์น (ที่มีการอักเสบในลำไส้ใหญ่ด้วย) พบว่า 2% ของผู้ป่วยดังกล่าวจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักภายในเวลา 10 ปี, 8% ของผู้ป่วยดังกล่าวจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักภายในเวลา 20 ปี, 18% ของผู้ป่วยดังกล่าวจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักภายในเวลา 30 ปี ส่วนผู้ที่เป็นโรคแผลในลำไส้ใหญ่ประมาณ 16% จะเกิดภาวะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งของลำไส้ใหญ่ภายในระยะเวลา 30 ปี

  • พันธุกรรม (Genetics)
    ผู้ที่ครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งโดยมีญาติสายตรง (เช่น พ่อแม่หรือพี่น้อง) ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อโรคเพิ่มขึ้นประมาณ 2–3 เท่า โดยกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณ 20% ของผู้ป่วยทั้งหมด มีกลุ่มอาการทางพันธุกรรมหลายชนิดที่สัมพันธ์กับอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่สูงขึ้น โดยที่พบบ่อยที่สุด คือ กลุ่มอาการลินช์ (หรือกลุ่มโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักโดยไม่มีติ่งเนื้อ; HNPCC) ซึ่งพบในประมาณ 3% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก กลุ่มอาการอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก ได้แก่กลุ่มอาการการ์ดเนอร์และภาวะติ่งเนื้ออะดีโนมาโตซิสในลำไส้ใหญ่ชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Familial adenomatous polyposis, FAP) ในผู้ที่มีกลุ่มอาการเหล่านี้ มักเกิดมะเร็งขึ้นเกือบแน่นอนและคิดเป็นประมาณ 1% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด สำหรับผู้ที่เป็นภาวะติ่งเนื้ออะดีโนมาโตซิสในลำไส้ใหญ่ชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรมอาจได้รับคำแนะนำให้ผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่และไส้ตรงออกทั้งหมดเพื่อป้องกันมะเร็ง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากการผ่าตัดเอาเฉพาะลำไส้ใหญ่อาจไม่เพียงพอเพราะยังมีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งของไส้ตรงหากยังคงมีเหลืออยู่ กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อยที่สุดคือภาวะโพลิปชนิดเซอร์เรตเตดหลายตำแหน่งซึ่งมีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักประมาณ 25–40%

นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ของยีน POLE และยีน POLD1 ยังมีความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่แบบถ่ายทอดในครอบครัวอีกด้วย

การเสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับโรคในระยะที่มีการแพร่กระจาย มียีนชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระยะแพร่กระจาย คือ ยีนที่ควบคุมการแพร่กระจายของมะเร็งลำไส้ใหญ่และสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งระยะลุกลาม (MACC1) ซึ่งมีการแยกแล้ว ยีนนี้เป็น ปัจจัยการถอดรหัสที่มีผลต่อการแสดงออกของปัจจัยการเจริญเติบโตของเซลล์ตับ (HGF) ยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวน, การรุกรานและการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในสภาพเพาะเลี้ยงเซลล์รวมถึงการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเนื้องอกในหนูทดลอง ยีน MACC1 อาจเป็นเป้าหมายที่มีศักยภาพสำหรับการรักษามะเร็ง แต่ความเป็นไปได้นี้ยังต้องได้รับการยืนยันจากการศึกษาทางคลินิก ปัจจัยเชิงเอพิเจเนติก (Epigenetic factors) เช่น ความผิดปกติของการเมทิลเลชันของ DNA ในบริเวณโปรโมเตอร์ของยีนกดการเกิดมะเร็ง (Tumor suppressor genes) มีบทบาทในการพัฒนาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

เครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินความน่าจะเป็นหรือโอกาสในการมีชีวิตอยู่ต่อของผู้ป่วย มะเร็งทวารหนัก (Rectal Cancer Survival Calculator) ที่พัฒนาโดย MD Anderson Cancer Center ยังถือเอา “เชื้อชาติ (Race)” เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วย อย่างไรก็ตาม มีประเด็นด้านความเท่าเทียม (Equity) ว่าการใช้ปัจจัยนี้อาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในการตัดสินใจทางคลินิก

ชาวยิวอัชเคนาซี (Ashkenazi Jews) มีอัตราความเสี่ยงในการเกิดอะดีโนมา (Adenomas) และต่อมาพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นประมาณ 6% เนื่องจากการกลายพันธุ์ของยีน APC พบในประชากรกลุ่มนี้ได้บ่อยกว่า

การวินิจฉัย (Diagnosis)

มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปยังตับ

การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักทำโดยการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากบริเวณของลำไส้ใหญ่ที่สงสัยว่าอาจมีการเกิดเนื้องอก โดยมักทำในระหว่างการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) หรือการส่องกล้องลำไส้ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรค

  • การถ่ายภาพทางการแพทย์ (Medical imaging)

           มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักบางครั้งอาจมีการตรวจพบครั้งแรกในการสแกนด้วย CT

การมีอยู่ของการแพร่กระจายของมะเร็งจะประเมินโดยการทำ CT scan บริเวณทรวงอก, ช่องท้องและอุ้งเชิงกราน โดยอาจใช้การตรวจภาพแบบอื่น ๆ เช่น PET และ MRI ในบางกรณี โดยเฉพาะการสแกน MRI ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการประเมินระยะของเนื้องอกเฉพาะที่และช่วยวางแผนวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการสแกน MRI หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษาก่อนการผ่าตัด (Neoadjuvant chemoradiotherapy) เพื่อระบุว่าผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาอย่างสมบูรณ์ ผู้ป่วยที่มีการตอบสนองสมบูรณ์ทั้งจากการสแกน MRI และการส่องกล้อง อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดและสามารถหลีกเลี่ยงจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงจากการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นได้

ผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกให้รักษามะเร็งทวารหนักโดยการไม่ผ่าตัดควรได้รับการสแกน MRI เป็นระยะ, ตรวจร่างกายและเข้ารับการส่องกล้องเพื่อตรวจหาการกลับมาเติบโตของเนื้องอกซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยส่วนน้อย การติดตามอย่างสม่ำเสมอจะช่วยตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นหากมีการกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ของมะเร็ง เมื่อก้อนของมะเร็งยังมีขนาดเล็กและสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัดกู้ชีพ นอกจากนี้ ยังสามารถประเมินระดับการตอบสนองของเนื้องอกต่อการรักษาด้วย MRI ได้ (MRI tumor regression grade: mrTRG เปรียบเทียบกับ pTRG = ระดับการยุบตัวของเนื้องอกทางพยาธิวิทยา) หลังการให้เคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผลการรอดชีวิตระยะยาวของผู้ป่วย

  • พยาธิวิทยา (Histopathology)
    สัดส่วนความชุกของชนิดทางจุลพยาธิวิทยาต่าง ๆ ของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยมะเร็งส่วนใหญ่เป็นชนิดมะเร็งของเนื้อเยื่อต่อม (Adenocarcinoma)

มีการรายงานลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาของเนื้องอกจากการวิเคราะห์เนื้อเยื่อที่ได้จากการตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) หรือการผ่าตัด รายงานทางพยาธิวิทยา (Pathology report) จะอธิบายลักษณะของเนื้อเยื่อเนื้องอกภายใต้กล้องจุลทรรศน์ รวมถึงเซลล์มะเร็งและรูปแบบการลุกลามของเนื้องอกเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติและท้ายที่สุด คือ การประเมินว่าเนื้องอกถูกตัดออกหมดแล้วหรือยังมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ Adenocarcinoma ซึ่งคิดเป็นประมาณ 95%–98% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่พบทั้งหมด ส่วนชนิดที่พบได้น้อยกว่า ได้แก่ Lymphoma, Aden squamous carcinoma และ Squamous cell carcinoma โดยที่มะเร็งชนิดย่อยบางชนิดจะกระจายตัวได้เร็วและควบคุมได้ยากกว่า

ในกรณีที่มีความไม่แน่ชัด อาจใช้การตรวจด้วยการตรวจชิ้นเนื้อด้วยแอนติบอดี (Immunohistochemistry) เพื่อระบุชนิดของเซลล์และมะเร็งเพื่อช่วยในการวินิจฉัยเพิ่มเติม

  • การแบ่งระยะของโรค (Staging)
    การแบ่งระยะของมะเร็ง (Staging) อาศัยทั้งผลการตรวจทางรังสีวิทยา (Radiological findings) และผลทางพยาธิวิทยา (Pathological findings) เช่น เดียวกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ การแบ่งระยะของเนื้องอกใช้ระบบ TNM ซึ่งพิจารณาว่าเนื้องอกเริ่มต้น (Tumor) มีการลุกลามมากน้อยเพียงใด, มีการแพร่กระจายไปยัง ต่อมน้ำเหลืองหรือไม่และมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ห่างออกไปหรือไม่โดยใช้มาตรฐานของ AJCC ฉบับที่ 8 ซึ่งเผยแพร่ในปี 2561

การป้องกัน (Prevention)
มีการประเมินว่าประมาณ ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเกิดจากปัจจัยด้านวิถีชีวิต และประมาณ หนึ่งในสี่ของผู้ป่วยทั้งหมดสามารถป้องกันได้ การเพิ่มการตรวจคัดกรอง , การออกกำลังกาย, การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง, การเลิกสูบบุหรี่และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้

  • วิถีชีวิต (Lifestyle)
    ปัจจัยเสี่ยงด้านวิถีชีวิตที่มีหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจน ได้แก่ การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และภาวะอ้วน การลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ทำได้โดยการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ, การออกกำลังกายอย่างเพียงพอร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

มีงานวิจัยในปัจจุบันหลายฉบับที่มีความสอดคล้องกันว่าการรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณมากมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง ตั้งแต่ทศวรรษ 2513 เป็นต้นมา คำแนะนำด้านอาหารเพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมักกล่าวถึงการเพิ่มการบริโภคธัญพืชไม่ขัดสี, ผักและผลไม้รวมถึงคำแนะนำให้ลดการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปโดยอาศัยข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองและการศึกษาเชิงสังเกตแบบย้อนหลัง อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาเชิงคาดการณ์ขนาดใหญ่ (Large-scale prospective studies) กลับไม่แสดงให้เห็นถึงผลในการป้องกันโรคมะเร็งของการดำเนินวิถีชีวิตตามคำแนะนำอย่างมีนัยสำคัญและเนื่องจากมะเร็งมีสาเหตุหลายปัจจัย รวมทั้งความซับซ้อนในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสุขภาพ จึงยังมีความไม่แน่ชัดว่าการปรับเปลี่ยนอาหารเฉพาะรูปแบบใดจะให้ผลในการป้องกันที่ชัดเจนหรือไม่ ในปี 2561 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute) ระบุว่า “ไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าการรับประทานอาหารซึ่งมีไขมันและเนื้อสัตว์ต่ำและมีใยอาหาร, ผลไม้และผักสูงของผู้ที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่จะลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ในระดับที่มีความสำคัญทางคลินิก”

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปต่างมีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ในปี 2557 รายงานเกี่ยวกับมะเร็งขององค์การอนามัยโลกระบุว่ามีสมมติฐานว่าใยอาหารอาจช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ในขณะนั้นการศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่ได้ศึกษาความสัมพันธ์นี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การทบทวนงานวิจัยในปี 2562 พบหลักฐานว่าใยอาหารและธัญพืชไม่ขัดสีมีผลดีต่อการลดความเสี่ยงจากมะเร็ง กองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund) ระบุในปี 2560 ว่ามีหลักฐานที่มีความเป็นไปได้สูงของประโยชน์จากใยอาหารในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และในการทบทวนแบบรวมหลักฐาน (Umbrella review) ในปี 2565 สรุปว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีหลักฐานที่ “น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง” (Convincing evidence)

มีคำแนะนำให้ออกกำลังกาย/เคลื่อนไหวร่างกายเพิ่มขึ้น การออกกำลังกายมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ไม่พบผลชัดเจนในมะเร็งทวารหนัก การออกกำลัง/การเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้นสามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ประมาณ 21% การนั่งเป็นเวลานานเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายเป็นประจำไม่สามารถขจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมดแต่สามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้

  • ยาและอาหารเสริม (Medication and supplements)
    มีแนวโน้มว่าแอสไพรินและเซเลโคซิบจะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแอสไพรินถูกแนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีอายุ 50–60 ปีโดยไม่มีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกเพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อใช้ในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงเฉลี่ย

นอกจากนี้ การได้รับวิตามินดีในปริมาณที่ที่เพียงพอทั้งจากการรับประทานและระดับวิตามินดีในเลือดมีความสัมพันธ์กับการลดลงของความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

  • การคัดกรอง (Screening)
    เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมากกว่า 80% เกิดจาก ติ่งเนื้อชนิด Adenomatous polyps การคัดกรองโรคนี้จึงมีประสิทธิภาพทั้งในการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและในการป้องกันโรค การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักโดยการคัดกรอง มักเกิดขึ้นก่อนการวินิจฉัยในผู้ป่วยที่มีอาการประมาณ 2–3 ปี ติ่งเนื้อที่ตรวจพบสามารถตัดออกได้ ซึ่งการตัดโดยทั่วไปจะกระทำผ่านการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) หรือการส่องกล้องลำไส้ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) จึงเป็นการป้องกันการพัฒนาไปเป็นมะเร็ง การคัดกรองมีศักยภาพในการลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 60%

การตรวจโดยการคัดกรองมีวิธีหลักอยู่ 3 วิธี ได้แก่ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy), การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal occult blood testing) และการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลายแบบยืดหยุ่น (Flexible sigmoidoscopy)
ในบรรดาวิธีคัดกรองทั้งสามนี้ มีเพียงการคัดกรองโดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) เท่านั้นที่ไม่สามารถตรวจคัดกรองด้านขวาของลำไส้ใหญ่ได้ ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่พบมะเร็งประมาณ 42% อย่างไรก็ตาม การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลายแบบยืดหยุ่นมีหลักฐานสนับสนุนว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ

“การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal occult blood; FOB) โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจคัดกรองทุก 2 ปี และสามารถทำได้ทั้งแบบใช้กัวยาแอก (Guaiac-based) หรือแบบอิมมูโนเคมี (Immunochemical) หากผลการตรวจ FOB ผิดปกติ จะมีการส่งต่อผู้เข้ารับการตรวจเพื่อตรวจยืนยันด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ในการตรวจคัดกรองด้วย FOB ทุก 1–2 ปี พบว่าสามารถลดการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ 16% ในกลุ่มที่ตั้งใจเข้ารับการคัดกรอง (Intention-to-screen) และสูงสุดถึง 25% ในกลุ่มที่เข้ารับการตรวจจริง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ การตรวจแบบอิมมูโนเคมีมีความแม่นยำ และไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอาหารหรือยาก่อนการตรวจ อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยในสหราชอาณาจักรพบว่า ค่าขีดจำกัด (Threshold) ที่ใช้กำหนดการส่งตรวจเพิ่มเติมของการทดสอบชนิดนี้ อาจทำให้ตรวจไม่พบมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมด งานวิจัยดังกล่าวเสนอว่า โครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ของ NHS England (NHS England's Bowel Cancer Screening Programme) ควรใช้ข้อดีจากของการทดสอบที่สามารถรายงานค่าความเข้มข้นของเลือดในอุจจาระได้อย่างละเอียด แทนการรายงานเพียงว่าเกินหรือไม่เกินค่าตัดสิน (Cutoff)”

ทางเลือกอื่นในการคัดกรอง ได้แก่ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เสมือน (Virtual colonoscopy) และการตรวจดีเอ็นเอในอุจจาระ (Stool DNA test หรือ FIT-DNA) การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เสมือนด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการส่องกล้องแบบมาตรฐานในการตรวจหามะเร็งและติ่งเนื้อขนาดใหญ่ (Adenoma) อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองด้วยวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูง, มีความเสี่ยงจากรังสีและไม่สามารถที่จะตัดติ่งเนื้อที่พบว่าผิดปกติออกได้เหมือนกับวิธีการส่องกล้องแบบปกติ การตรวจดีเอ็นเอในอุจจาระจะตรวจหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และรอยโรคก่อนมะเร็ง เช่น ดีเอ็นเอที่ผิดปกติและฮีโมโกลบินในเลือด หากผลเป็นบวก จำเป็นต้องตรวจยืนยันด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ การตรวจแบบ FIT-DNA ให้ผลบวกลวง (False positive) มากกว่า FIT จึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบไม่พึงประสงค์มากขึ้นและ ณ ปี 2559 ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่าช่วงเวลาการคัดกรองทุก 3 ปีมีความเหมาะสมหรือไม่

  • คำแนะนำ (Recommendations)
    ในสหรัฐอเมริกา โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มการคัดกรองให้ผู้ป่วยที่อายุระหว่าง 50–75 ปี สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) แนะนำให้เริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุ 45 ปี สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุ 76–85 ปี ควรพิจารณาการคัดกรองเป็นรายบุคคล ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมักเริ่มการคัดกรองตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปี

มีวิธีการตรวจคัดกรองหลายวิธีที่มีการแนะนำ ได้แก่ การตรวจอุจจาระทุก 2 ปี, การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) ทุก 10 ปี ร่วมกับการตรวจอุจจาระด้วยวิธี Fecal immunochemical test ทุก 2 ปี และการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy) ทุก 10 ปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าวิธีใดเป็นวิธีที่ดีกว่ากัน เช่น การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมดอาจมีโอกาสตรวจพบมะเร็งได้มากกว่าในส่วนต้นของลำไส้ แต่ก็เป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและมีภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในระดับปกติและได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แบบคุณภาพสูงแล้วพบผลการตรวจคัดกรองว่าปกติ American Gastroenterological Association ไม่แนะนำให้ดำเนินการตรวจคัดกรองใด ๆ ในช่วง 10 ปีถัดไป สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี หรือผู้ที่คาดว่าจะมีอายุอยู่ต่อไปน้อยกว่า 10 ปีไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรอง โดยทั่วไปหลังจากตรวจคัดกรองประมาณ 10 ปีจะมีคนประมาณ 1 ใน 1,000 คนที่ได้รับประโยชน์จากการตรวจคัดกรอง U.S. Preventive Services Task Force ระบุวิธีการตรวจคัดกรองไว้ 7 วิธี ประเด็นสำคัญ คือ การเลือกใช้วิธีการตรวจคัดกรองวิธีใดวิธีหนึ่งแล้วนำไปใช้ให้เหมาะสม

ในประเทศแคนาดา มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 50–75 ปีและมีความเสี่ยงในระดับปกติดตรวจคัดกรองโดยการตรวจอุจจาระ (FIT) หรือ FOBT ทุก 2 ปีหรือส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) ทุก 10 ปี โดยไม่แนะนำให้ใช้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy) เป็นอันดับแรก

บางประเทศมีโครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ระดับชาติ โดยให้บริการตรวจอุจจาระด้วยวิธี FOBT แก่ผู้ใหญ่ทุกคนในช่วงอายุที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไปจะเริ่มระหว่างอายุ 50 ถึง 60 ปี ตัวอย่างประเทศที่มีระบบคัดกรองอย่างเป็นระบบ ได้แก่ สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, เนเธอแลนด์, ฮ่องกงและไต้หวัน

โครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ของสหราชอาณาจักรมีเป้าหมายเพื่อค้นหาสัญญาณเตือนของโรคในผู้ที่มีอายุ 50–74 ปี โดยแนะนำให้ตรวจด้วยวิธี Fecal immunochemical test (FIT) ทุก 2 ปี การตรวจ FIT เป็นการวัดปริมาณเลือดที่ปนอยู่ในอุจจาระ หากพบว่ามีระดับสูงกว่าค่าที่กำหนด ผู้ป่วยจะได้รับการส่งตัวไปเพื่อการตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อตรวจดูเนื้อเยื่อลำไส้ว่าอาจมีสัญญาณของมะเร็งหรือไม่ หากพบก้อนหรือรอยโรคที่มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็ง แพทย์จะทำการตัดก้อนนั้นออกเพื่อป้องกันการกลายเป็นมะเร็งในอนาคต

การรักษา (Treatment)

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอาจมีเป้าหมายเพื่อ รักษาให้หายขาด (Curative) หรือเพื่อบรรเทาอาการ (Palliation) ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สุขภาพของผู้ป่วย, ความต้องการของผู้ป่วยและระยะของโรค การตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษามักทำโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary team) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประเมินว่าผู้ป่วยสมควรที่จะได้รับการผ่าตัดหรือไม่ หากตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น การผ่าตัดมักสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากตรวจพบในระยะลุกลาม (มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นแล้ว) โอกาสในการรักษาให้หายขาดจะลดลงและการรักษามักมุ่งไปที่การบรรเทาอาการเพื่อช่วยลดความทุกข์จากโรคและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

  • การผ่าตัด (Surgery)
    มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะเริ่มต้นอาจสามารถตัดออกได้ในระหว่างการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ โดยการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การตัดเยื่อบุผ่านกล้อง (Endoscopic mucosal resection), การตัดใต้เยื่อบุผ่านกล้อง (Endoscopic submucosal dissection), การรักษาด้วยการส่องกล้องจะทำได้เมื่อโอกาสแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองมีน้อยและขนาดรวมถึงตำแหน่งของก้อนมะเร็งเอื้อให้สามารถตัดก้อนเนื้อออกทั้งก้อนในชิ้นเดียวพร้อมเนื้อเยื่อรอบข้าง โดยไม่ตัดแยกเป็นชิ้นย่อย (En bloc resection) ในผู้ป่วยที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย วิธีการผ่าตัดที่นิยมใช้ คือ การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกให้หมดโดยมีขอบเนื้อเยื่อปกติที่เพียงพอ (Adequate margins) โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาให้โรคหายขาด ในกรณีที่รอยโรคอยู่ที่ไส้ตรง การผ่าตัดที่นิยมใช้ ได้แก่ การตัดลำไส้ใหญ่บางส่วน (Partial colectomy) หรือการตัดลำไส้ใหญ่และทวารหนักบางส่วน (Proctocolectomy) โดยในการผ่าตัดจะเอาส่วนของลำไส้ที่มีมะเร็งพร้อมทั้งเนื้อเยื่อไขมันรอบ ๆ (Mesocolon) และหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องออก เพื่อให้สามารถตัดเนื้อเยื่อในบริเวณโดยรอบ และต่อมน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องออกด้วย การผ่าตัดสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง (Open laparotomy) หรือการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic surgery) ขึ้นอยู่กับสภาพผู้ป่วยและลักษณะของก้อนมะเร็ง หลังผ่าตัด ลำไส้อาจถูกต่อกลับเข้าด้วยกันหรือในบางกรณีผู้ป่วยอาจต้องเปิดช่องลำไส้ออกหน้าท้องเพื่อขับถ่าย (Colostomy)

หากมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับหรือปอดเพียงเล็กน้อยก็อาจสามารถผ่าตัดเอารอยโรคเหล่านั้นออกได้เช่นกันโดยอาจมีการใช้เคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด เพื่อช่วยให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงก่อนที่จะผ่าตัดออก ตำแหน่งของการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อยที่สุดของ คือ ตับและปอด สำหรับภาวะการกระจายของมะเร็งในเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneal carcinomatosis ) อาจใช้การผ่าตัดเพื่อลดปริมาณมะเร็ง (Cytoreductive surgery) ซึ่งบางครั้งต้องทำร่วมกับเคมีบำบัดในช่องท้องแบบให้ความร้อน (HIPEC) เพื่อที่จะกำจัดเซลล์มะเร็งให้ได้มากที่สุด

  • เคมีบำบัด (Chemotherapy)
    อาจมีการใช้เคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัดทั้งในมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งลำไส้ตรงในบางกรณี โดยการตัดสินใจว่าจะใช้เคมีบำบัดเข้าไปในการรักษาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรค

จะไม่มีการให้เคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 1 โดยจะถือว่าการผ่าตัดเป็นการรักษาที่มุ่งหวังให้หายขาด ส่วนบทบาทของเคมีบำบัดที่มีต่อการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 นั้นยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด โดยทั่วไปจะไม่ให้การรักษาด้วยเคมีบำบัด เว้นแต่จะพบปัจจัยเสี่ยง เช่น เป็นเนื้องอกระยะ T4 ซึ่งเป็นมะเร็งที่ลุกลามออกนอกผนังลำไส้และอาจแพร่ไปบริเวณรอบข้างแล้ว, เนื้องอกชนิดที่ไม่สามารถบอกได้ชัดว่าเริ่มมาจากเนื้อเยื่อชนิดใด (Undifferentiated tumor), การลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดและเส้นประสาทหรือการเก็บตัวอย่างต่อมน้ำเหลืองที่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันว่าผู้ที่มีความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ตรวจจับและแก้ไขความผิดพลาดของ DNA ระหว่างการแบ่งเซลล์ (Mismatch repair genes) จะไม่ได้รับประโยชน์จากการให้เคมีบำบัด สำหรับในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 และระยะที่ 4  เคมีบำบัดจะถือเป็นส่วนสำคัญและเป็นองค์ประกอบหลักของการรักษา

หากมะเร็งลำไส้ใหญ่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอยู่ห่างออกไป ซึ่งพบได้ในมะเร็งระยะที่ 3 และระยะที่ 4ตามลำดับ การเพิ่มยาเคมีบำบัด เช่น ฟลูออโรยูราซิล (Fluorouracil), คาเพซิตาไบน์ (Capecitabine) หรือออกซาลิพลาติน (Oxaliplatin) จะช่วยเพิ่มอายุขัยของผู้ป่วยได้ หากต่อมน้ำเหลืองไม่มีเซลล์มะเร็ง ประโยชน์ของการให้เคมีบำบัดยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ในกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายออกเป็นวงกว้างหรือไม่สามารถผ่าตัดออกได้ การรักษาจะมุ่งเน้นแบบประคับประคอง (Palliative) ซึ่งมักใช้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกันในสถานการณ์เช่นนี้ ยาที่ใช้รักษาอาจได้แก่ คาเพซิตาไบน์ (Capecitabine), ฟลูออโรยูราซิล (Fluorouracil), อิริโนทีแคน (Irinotecan), ออกซาลิพลาติน (Oxaliplatin) และ UFT

ยา Capecitabine และ Fluorouracil สามารถใช้แทนกันได้ โดย Capecitabine เป็นยาชนิดรับประทาน ส่วน Fluorouracil เป็นยาสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ รูปแบบการให้ยาเคมีบำบัดที่เป็นมาตรฐานที่ใช้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่ CAPOX, FOLFOX, FOLFOXIRI และ FOLFIRI ยากลุ่มยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ของมะเร็ง (Antiangiogenic drugs) เช่น Bevacizumab มักถูกเพิ่มไว้ในการรักษาในแนวทางแรก นอกจากนี้ ในการรักษาแนวที่สอง ยังมียากลุ่มยับยั้งตัวรับ Epidermal growth factor (EGFR inhibitors) ซึ่งยา 3 ชนิด ได้แก่ Aflibercept, Cetuximab และ Panitumumab เป็นยาที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA แล้ว

ความแตกต่างหลักในการรักษามะเร็งทวารหนักระยะเริ่มต้นคือการนำการฉายรังสี (Radiation therapy) เข้ามาใช้ร่วมด้วย โดยที่บ่อยครั้งจะใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในรูปแบบก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant therapy) เพื่อช่วยให้สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ง่ายขึ้นและลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะต้องผ่าตัดเปิดลำไส้ใหญ่ที่หน้าท้องเพื่อให้อุจจาระออกทางถุงแทนทวารหนักอย่างถาวร (Colostomy) อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่ก้อนมะเร็งอยู่ใกล้กับปากทวารหนักมาก อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำผ่าตัดเปิดลำไส้ใหญ่ที่หน้าท้องโดยถาวรได้ การรักษามะเร็งทวารหนักระยะที่ 4 จะใช้การรักษาเช่นเดียวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4

สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะที่ 4 ที่มีการกระจายไปเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneal carcinomatosis) อาจรักษาได้ด้วยการทำ HIPEC ร่วมกับการผ่าตัดเอาเนื้องอกออก (Cytoreductive surgery) ในผู้ป่วยบางราย นอกจากนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ T4 ก็อาจพิจารณาใช้ HIPEC ในการบำบัดเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต

  • การฉายรังสี (Radiation therapy)
    แม้ว่าการใช้การฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัดอาจมีประโยชน์ในการรักษามะเร็งทวารหนัก แต่ในผู้ป่วยบางรายที่ต้องได้รับการรักษา การให้เคมีรังสีบำบัด (Chemoradiotherapy) อาจเพิ่มความเป็นพิษเฉียบพลันจากการรักษาและยังมีหลักฐานที่แสดงว่าสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้เมื่อเทียบกับการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การรักษาแบบนี้มีความเกี่ยวข้องกับการลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งในตำแหน่งเดิมหรือบริเวณใกล้เคียง (Local recurrence) สำหรับมะเร็งชนิดมะเร็งชนิดเซลล์สความัสของคลองทวารหนัก นิยมรักษาด้วยการใช้เคมีรังสีบำบัด (CRT) โดยใช้ยา 5-FU ร่วมกับ Mitomycin C มากกว่าการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากช่วยเพิ่มผลลัพธ์ด้านการรักษาช่วยให้ผู้ป่วยอยู่รอดได้นานขึ้นหรือมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น แต่จะมีความเสี่ยงต่อภาวะความเป็นพิษต่อระบบเลือดเฉียบพลัน (Acute hematological toxicity) สูงขึ้นด้วย

การใช้วิธีการฉายรังสีในมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ใช่ที่ใช้กันเป็นประจำในการรักษา เนื่องจากลำไส้มีความไวต่อรังสีสูง ผลข้างเคียงของการฉายรังสี (และอัตราการเกิด) ได้แก่ ความเป็นพิษต่อผิวหนังระยะเฉียบพลัน (27%) และระยะหลัง (17%) ความเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหารระยะเฉียบพลัน (14%) และระยะหลัง (27%) โรคจากการได้รับรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานระยะหลัง (1–10%) เช่น ภาวะเส้นประสาทบริเวณเอวและกระเบนเหน็บเสียหายแบบถาวร (Irreversible lumbosacral plexopathy)

เช่นเดียวกับเคมีบำบัด การฉายรังสีสามารถใช้เป็นการรักษาก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant) ในมะเร็งทวารหนักระยะคลินิก T3 และ T4 ได้ ซึ่งจะช่วยลดขนาดหรือทำให้ระยะของก้อนมะเร็งลดลงเพื่อเตรียมให้สามารถผ่าตัดออกได้ และยังช่วยลดอัตราเป็นซ้ำของมะเร็งในตำแหน่งเดิมหรือบริเวณใกล้เคียงด้วย สำหรับมะเร็งทวารหนักระยะลุกลามเฉพาะที่ การให้เคมีรังสีบำบัดก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant chemoradiotherapy) ได้กลายเป็นวิธีการรักษามาตรฐานไปแล้ว นอกจากนี้ ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ การฉายรังสีอาจมีประสิทธิภาพในการรักษาการแพร่กระจายของมะเร็งลำไส้ใหญ่ไปที่ปอด (CRC pulmonary metastases) ซึ่งพบได้ประมาณ 10–15% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
    การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดชนิด Immune checkpoint inhibitors มีประโยชน์ต่อการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดที่ภาวะของระบบยีนซ่อมแซมความผิดพลาดของ DNA ทำงานผิดปกติหรือทำงานไม่ได้ (Mismatch repair deficiency; MMR deficiency) และมีภาวะไมโครแซทเทลไลต์ไม่เสถียร (Microsatellite instability) มีการปรับปรุงยา Pembrolizumab ซึ่งเป็นยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยการยับยั้ง PD-1 สำหรับใช้ในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลาม (Advanced colorectal cancer; CRC) ที่เกิดภาวะของระบบยีนซ่อมแซมความผิดพลาดของ DNA ทำงานผิดปกติหรือทำงานไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่อาการดีขึ้นในช่วงแรกหลังจากใช้ยานี้มักจะกลับมามีอาการแย่ลงอีกหลังจากผ่านไปหลายเดือนหรือหลายปี

ในทางกลับกัน ในการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 2 แบบไปข้างหน้า (prospective phase 2 study) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2022 มีการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักชนิดที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุต่อม (Adenocarcinoma) ระยะที่ 2 หรือ 3 จำนวน 12 ราย ที่มีภาวะระบบยีนซ่อมแซมความผิดพลาดของ DNA ทำงานผิดปกติหรือทำงานไม่ได้ โดยผู้ป่วยได้รับยา Dostarlimab ซึ่งเป็นยากลุ่มแอนติบอดีชนิดโมโนโคลนอลที่ยับยั้ง PD-1 เพียงชนิดเดียว ทุก 3 สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 เดือน หลังติดตามผลเฉลี่ย 12 เดือน (ช่วง 6–25 เดือน) พบว่าผู้ป่วยทั้ง 12 รายไม่พบร่องรอยของมะเร็งจากการตรวจทางคลินิค (Complete clinical response) คือ ไม่พบหลักฐานของเนื้องอกจากการตรวจ MRI, การตรวจ PET-CT ด้วย 18F-fluorodeoxyglucose, การส่องกล้อง, การตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ หรือการตัดชิ้นเนื้อ นอกจากนี้ ไม่มีผู้ป่วยรายใดจำเป็นต้องได้รับเคมีรังสีบำบัดหรือการผ่าตัดและไม่มีผู้ป่วยรายใดเกิดผลข้างเคียงระดับรุนแรง (ระดับ 3 ขึ้นไป) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลการศึกษานี้จะมีแนวโน้มที่ดี แต่เนื่องจากผู้เข้าร่วมในการวิจัยจำนวนน้อยจึงยังมีความไม่แน่นอนในด้านของผลลัพธ์ในระยะยาว

  • การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care)
    เราสามารถใช้การดูแลแบบประคับประคองร่วมกับการรักษามะเร็งได้ โดยแนะนำให้ใช้วิธีการดูแลแบบนี้กับผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามหรือผู้ที่มีอาการรุนแรง การดูแลแบบประคับประคองร่วมกับการรักษามะเร็งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวโดยจะช่วยบรรเทาอาการ, ลดความวิตกกังวลและลดความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การดูแลแบบประคับประคองอาจประกอบไปด้วยหัตถการที่ช่วยบรรเทาอาการหรือภาวะแทรกซ้อนจากมะเร็งโดยไม่ได้มุ่งรักษาโรคให้หายขาดแต่ช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทางเลือกในการทำหัตถการที่สามารถพิจารณานำมาใช้อาจรวมถึงการผ่าตัดเอาเนื้อมะเร็งบางส่วนออกโดยไม่หวังผลให้หายขาด, การผ่าทางเบี่ยงลำไส้บางส่วน (Bypass), หรือการใส่ขดลวด (Stent) ในลำไส้ โดยหัตถการเหล่านี้จะใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการและลดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกจากก้อนมะเร็ง, อาการปวดท้องและภาวะลำไส้อุดตันวิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการ ได้แก่ การฉายรังสีเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็งและการใช้ยาแก้ปวด

  • การดูแลด้านจิตสังคม (Psychosocial intervention)
    นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว ยังมีการนำการดูแลด้านจิตสังคมมาใช้ของในการดูแลและแก้ไขปัญหาทางจิตใจและสังคมในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เนื่องจะพบภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลพบได้บ่อยในผู้ป่วยกลุ่มนี้และการดูแลด้านจิตสังคมสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทางจิตใจได้ ผู้ป่วยจำนวนมากยังคงมีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าหลังการรักษา ไม่ว่าผลการรักษาจะเป็นอย่างไรก็ตาม การตีตราทางสังคมเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีผลให้ผู้ป่วยและครอบครัวต้องเผชิญกับปัญหาด้านจิตสังคมเพิ่มมากขึ้น
    • ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (Depression and anxiety)
      ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้ประมาณ 51% นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคนี้ยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความวิตกกังวลรุนแรง, ความนับถือตนเองต่ำ, มีมโนภาพที่ไม่ดีต่อตนเอง และมีภาวะวิตกกังวลทางสังคม
    • ความทุกข์ทางจิตใจหลังการรักษา (Post-treatment distress)
      ไม่ว่าผลการรักษาจะเป็นอย่างไร ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักจำนวนมากยังคงมีอาการวิตกกังวล, เกิดภาวะซึมเศร้า และมีความทุกข์ทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง

การรอดชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก ภาวะหลังผ่าตัดอาจรวมถึงการมีทวารเทียม (Stoma), ปัญหาการขับถ่าย, อาการกลั้นอุจจาระไม่ได้, กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และการเปลี่ยนแปลงด้านสมรรถภาพทางเพศ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่บิดเบือนของตัวผู้ป่วยเอง, ความวิตกกังวลทางสังคม, ภาวะซึมเศร้าและความทุกข์ทางจิตใจซึ่งล้วนแต่จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับสองของโลก  การเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคองและการต้องเผชิญกับความตายเป็นประสบการณ์ที่สร้างความทุกข์ใจอย่างยิ่งต่อทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิด

    • การตีตรา (Stigma)
      มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคที่มีการตีตราทางสังคมค่อนข้างสูงและอาจก่อให้เกิดความรู้สึกรังเกียจจากทั้งผู้ป่วย, บุคลากรทางการแพทย์, ครอบครัว, คู่ครองและสังคมโดยทั่วไป ผู้ป่วยที่มีทวารเทียมมีความเปราะบางต่อการถูกตีตราเป็นพิเศษ เนื่องจากมีกลิ่น, แก๊สและเสียงที่ไม่พึงประสงค์จากถุงรองรับอุจจาระซึ่งหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้เกิดขึ้นได้ยากนอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม, การดื่มแอลกอฮอล์และการออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอทำให้เกิดมุมมองเชิงลบที่เป็นการกล่าวโทษโทษผู้ป่วยและมองว่าเรื่องของโรคเป็นความรับผิดชอบของตัวผู้ป่วยเอง การถูกตัดสินจากผู้อื่นร่วมกับความรู้สึกตำหนิตนเองและความอับอายที่เกิดขึ้นภายในใจอาจส่งผลกระทบในทางลบด้านความนับถือตนเอง, การเข้าสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
    • วิธีการเข้าดูแล (Methods of intervention)
      การเข้าดูแลแบบตัวต่อตัว (Face-to-face) เช่น การพูดคุยเพื่อบำบัดระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย (Talk therapy) การเข้าดูแลแบบองค์รวมด้านกาย, จิตและจิตวิญญาณ (Body-mind-spirit practices) และการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน (Support group) ที่พบว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

นอกจากนี้ ยังมีการนำวิธีอื่น ๆ มาใช้ เช่น การเขียนบันทึกความรู้สึก (Journaling) และการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ แม้ว่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าการเข้าดูแลแบบตัวต่อตัว แต่ก็เป็นวิธีมีข้อดีในด้านการดูแลที่ประหยัดและครอบคลุมมากขึ้น และยังพบว่าสามารถช่วยลดทั้งภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในผู้ป่วยได้เช่นกัน

  • การติดตามผล (Follow-up)
    เครือข่ายสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกาและสมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกาได้ให้แนวทางสำหรับการติดตามผลในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ไว้โดยแนะนำให้ซักประวัติและตรวจร่างกายทุก 3–6 เดือนในช่วง 2 ปีแรก จากนั้น ซักประวัติและตรวจร่างกายทุก 6 เดือนจนครบ 5 ปี, ตรวจระดับสารบ่งชี้มะเร็งในเลือด (Carcinoembryonic antigen; CEA) ในช่วงเวลาเดียวกันแต่แนะนำให้ตรวจเฉพาะกรณีที่เป็นผู้ป่วยที่มีรอยโรคระดับ T2 ขึ้นไปและเป็นที่สมควรได้รับการเข้าดูแล ทั้งนี้ ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการกลับมาเป็นซ้ำอาจพิจารณาดำเนินการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) บริเวณทรวงอก, ช่องท้องและอุ้งเชิงกรานปีละครั้งในช่วง 3 ปีแรก (เช่น ผู้ที่เนื้องอกมีการแยกตัวต่ำหรือมีการลุกลามเข้าหลอดเลือดหรือระบบน้ำเหลือง) และเป็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดเพื่อการรักษาให้หายขาด การส่องกล้องลำไส้ใหญ่สามารถทำได้หลังจาก 1 ปี ยกเว้นในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ในช่วงการประเมินระยะของโรคครั้งแรกเนื่องจากมีก้อนอุดตันควรทำภายใน 3–6 เดือน หากพบติ่งเนื้อชนิดวิลลัส, ติ่งเนื้อขนาดโตกว่า 1 เซนติเมตรหรือผู้ที่มีภาวะเซลล์ผิดปกติระดับรุนแรง (High-grade dysplasia) ควรตรวจซ้ำใน 3 ปี หลังจากนั้นจึงตรวจซ้ำทุก 5 ปี ในส่วนของความผิดปกติอื่น ๆ สามารถตรวจซ้ำได้หลังจาก 1 ปี

ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ทำการตรวจ PET scan อัลตราซาวด์ เอกซเรย์ทรวงอก การตรวจเลือด (CBC) หรือการตรวจการทำงานของตับเป็นประจำ

สำหรับผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษาให้หายขาดหรือผู้ที่ได้รับการรักษาเสริมการรักษาเพิ่มเติมหลังการรักษาหลัก (Adjuvant therapy) หรือรักษาด้วยวิธีการทั้งสองวิธีดังกล่าวเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ยังไม่แพร่กระจาย (Non-metastatic) ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าการเฝ้าระวังและการติดตามอาการและผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถี่กว่าปกติจะสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้ จากการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 3 แบบสุ่ม (Phase 3 randomized trial) ในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดเสริมสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2–3 พบว่า โปรแกรมการออกกำลังกายแบบมีโครงสร้างเป็นเวลา 3 ปี ช่วยเพิ่มระยะเวลาปลอดโรค (Disease-free survival) และสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (All-cause mortality) โดยมีค่ามัธยฐานของระยะเวลาติดตามผลเฉลี่ยอยู่ที่ 7.9 ปี

การพยากรณ์โรค (Prognosis)
มียีนที่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักน้อยกว่า 600 ยีน โดยยีนเหล่านี้ประกอบด้วยทั้งยีนที่ยีนที่มีความสัมพันธ์กับพยากรณ์โรคที่ไม่ดี (Unfavorable genes) ซึ่งมีการแสดงออกที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ไม่ดีสูง เช่น โปรตีน Heat shock ขนาด 70 kDa ชนิดที่ 1 (HSPA1A) และยีนที่สัมพันธ์กับพยากรณ์โรคที่ดี (Favorable genes) ซึ่งการแสดงออกที่สัมพันธ์กับการรอดชีวิตที่ดีสูง เช่น โปรตีนที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการจับ RNA ชนิดที่ 3 (RBM3)

  • อัตราการกลับมาเป็นซ้ำ (Recurrence rates)
    อัตราการกลับมาเป็นซ้ำภายใน 5 ปีโดยเฉลี่ยในผู้ป่วย มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon cancer) ที่ผ่าตัดสำเร็จ คือ ระยะที่ 1: 5% ระยะที่ 2: 12% ระยะที่ 3: 33% อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับจำนวน ปัจจัยเสี่ยง (Risk factors) ด้วย โดยมีช่วงดังนี้: ระยะที่ 2: 9–22% ระยะที่ 3: 17–44% อัตราการกลับมาเป็นซ้ำภายใน 5 ปีโดยเฉลี่ยในผู้ป่วย มะเร็งไส้ตรง (Rectal cancer) ที่ผ่าตัดสำเร็จ คือ ระยะที่ 0 (หลังได้รับการรักษาก่อนผ่าตัด เช่น เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา): 9% ระยะที่ 1: 8% ระยะที่ 2: 18% ระยะที่ 3: 34% โดยขึ้นอยู่กับจำนวนปัจจัยเสี่ยง (0–2) ความเสี่ยงของการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น (Distant metastasis) ในมะเร็งไส้ตรง มีดังนี้:ระยะที่ 0: 4–11% ระยะที่ 1: 6–12% ระยะที่ 2: 11–28% ระยะที่ 3: 15–43%

อัตราการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งมีค่าลดลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องมาจากการพัฒนาและปรับปรุงในการดูแลรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำหลังจากติดตามอาการครบ 5 ปีแล้ว จะยังคงอยู่ในระดับ ต่ำมาก

  • อัตราการรอดชีวิต (Survival rates)
    ในยุโรป อัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีของผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงอยู่ที่น้อยกว่า 60% ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่เป็นโรคนี้จะเสียชีวิตจากโรค อัตราการรอดชีวิตแปรผันโดยตรงกับการตรวจพบโรคและชนิดของมะเร็ง แต่โดยรวมแล้วอัตราการรอดชีวิตจะไม่ดีนักในผู้ที่เป็นมะเร็งที่มีอาการแสดงแล้วเนื่องจากโดยทั่วไปแล้วโรคมักอยู่ในระยะที่ลุกลามมากแล้ว อัตราการรอดชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่ตรวจพบในระยะแรกจะมีค่าสูงกว่าผู้ที่เป็นมะเร็งในระยะท้ายๆ ประมาณ 5 เท่า ผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งซึ่งยังอยู่ในชั้นตื้นๆ และยังไม่ลุกลาม (ระยะ Tis, N0, M0 ตามระบบ TNM) มีอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีอยู่ที่ 100% ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่ลุกลามในระดับ T1 (อยู่ในชั้น Submucosa) หรือ T2 (อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ) มีอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีโดยเฉลี่ยประมาณ 90% ผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งลุกลามมากขึ้น (ระดับ T3–T4) แต่ยังไม่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง (N0) และไม่แพร่ไปอวัยวะอื่น (M0) มีอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีโดยเฉลี่ยประมาณ 70% ผู้ป่วยที่พบการกระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง (N1–3) โดยไม่คำนึงถึงขนาดก้อนมะเร็ง (Any T) และยังไม่มีการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น (M0) มีอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีโดยเฉลี่ยประมาณ 40% ผู้ป่วยที่มะเร็งแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะที่อยู่ไกล (M1) ไม่ว่าจะเป็นขนาดก้อนมะเร็ง (T) หรือการกระจายไปต่อมน้ำเหลือง (N) ระดับใดก็ตาม จะมีพยากรณ์โรคไม่ดี และอื่น เช่นตับ ปอดมีอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีอยู่ในช่วงน้อยกว่า 5% ถึง 31%

อัตราการรอดชีวิตโดยรวมภายใน 5 ปี (Overall survival: OS) ของมะเร็งไส้ตรงหลังได้รับการรักษาก่อนผ่าตัดแบบสมัยใหม่และการผ่าตัดอยู่ที่ 90% ในระยะที่ 0, 86% ในระยะที่ 1, 78% ในระยะที่ 2 และ 67% ในระยะที่ 3 จากการศึกษาระดับประเทศที่อ้างอิงผลการศึกษาจากประชากรจำนวนมาก

แม้ว่าผลกระทบของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงต่อผู้ที่รอดชีวิตจะมีความแตกต่างกันมาก แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยมักต้องปรับตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจจากผลของโรคและการรักษา ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมักประสบกับปัญหาต่างๆ  เช่น การกลั้นอุจจาระไม่ได้ (Incontinence), ปัญหาด้านการตอบสนองและความต้องทางเพศ (Sexual dysfunction), ปัญหาในการดูแลทวารเทียม (Stoma) และความกลัวว่ามะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหลังจากที่การรักษาหลักสิ้นสุดลง

ในการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเชิงคุณภาพ (Qualitative systematic review) ที่ตีพิมพ์ในปี 2021 ได้ชี้ให้เห็นปัจจัยหลัก 3 ประการที่มีผลต่อการปรับตัวในระยะของการใช้ชีวิตกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงและระยะหลังจากโรค ได้แก่ ระบบการสนับสนุน (Support mechanisms), ความรุนแรงของผลข้างเคียงระยะยาวจากการรักษา (Late treatment effects) และการปรับตัวด้านจิตสังคม (Psychosocial adjustment)

จากการศึกษาในปี 2569 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Medical Association พบว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับหนึ่งในชาวอเมริกันที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี มะเร็งชนิดนี้ขึ้นมามีอัตราสูงกว่ามะเร็งชนิดอื่นทั้งหมดในกลุ่มอายุนี้ โดยการวิเคราะห์พบว่า อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในผู้ที่อายุต่ำกว่า 50 ปี เพิ่มขึ้นประมาณ 1.1% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่โรคนี้เคยอยู่ในอันดับที่ 5 ของสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งในผู้ใหญ่อายุน้อยในช่วงต้นทศวรรษ 2553 ปัจจุบันในปี 2569 ได้กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งในอันดับหนึ่งแล้ว

วิทยาการระบาด (Epidemiology)
มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 715,000 คนในปี 2553 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 490,000 คนในปี 2533

ในปี พ.ศ. 2555 มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิง (คิดเป็น 9.2% ของการวินิจฉัย) และเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย (10.0%) และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับที่ 4 รองจากมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งตับ ทั้งนี้ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศพัฒนาแล้วมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยมีอัตราการเกิดโรคทั่วโลกที่แตกต่างกันได้ถึง 10 เท่า โดยอัตราการเกิดโรคสูงสุดพบในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรป และสหรัฐอเมริกาและต่ำที่สุดในแอฟริกาและเอเชียตอนใต้-ตอนกลาง

  • สหรัฐอเมริกา (United states)
    ในปี พ.ศ. 2565 คาดว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงรายใหม่ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 151,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) มากกว่า 106,000 ราย (ประมาณ 54,000 รายในผู้ชาย และ 52,000 รายในผู้หญิง) และเป็นผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรง (rectal cancer) ประมาณ 45,000 ราย ตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงลดลง โดยลดลงประมาณปีละ 2% ในช่วงปี พ.ศ. 2557–2561 ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการตรวจคัดกรองที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงกลับเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีอายุระหว่าง 25 ถึง 50 ปี ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2566 สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกา (American Cancer Society; ACS) รายงานว่า 20% ของการวินิจฉัยโรค (มะเร็งลำไส้ใหญ่) ในปี พ.ศ. 2562 พบในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปี ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นประมาณสองเท่าเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2538 และอัตราการเกิดโรคในระยะลุกลามเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 3% ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงยังส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (Black Americans) อย่างไม่สมส่วน โดยมีอัตราการเกิดโรคสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกลุ่มเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมากกว่ากลุ่มอื่นประมาณ 20% และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคนี้มากกว่าประมาณ 40%
  • สหราชอาณาจักร (United Kingdom)
    ในสหราชอาณาจักร มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ประมาณ 41,000 คนต่อปี ทำให้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 4
  • ออสเตรเลีย (Australia)
    ในออสเตรเลีย โรคมะเร็งในผู้ชาย 1 ใน 19 คน และผู้หญิง 1 ใน 28 คนจะพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงก่อนอายุ 75 ปี และผู้ชาย 1 ใน 10 คน และผู้หญิง 1 ใน 15 คนจะพัฒนาเป็นโรคนี้ภายในอายุ 85 ปี
  • ปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea)
    ในปาปัวนิวกินีและประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกอื่น ๆ รวมถึงหมู่เกาะโซโลมอน มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงถือเป็นมะเร็งที่พบได้น้อยเมื่อเทียบกับมะเร็งปอด กระเพาะอาหาร ตับ หรือเต้านม โดยคาดว่ามีประมาณ 8 คนต่อประชากร 100,000 คนต่อปีที่มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ในขณะที่ผู้หญิงประมาณ 24 คนต่อประชากร 100,000 คนมีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งเต้านมในแต่ละปี

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่เกิดในช่วงอายุน้อยกว่าปกติ (Early-onset colorectal cancer)
การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เรียกว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่เกิดในช่วงอายุน้อยกว่าปกติ (EOCC) โดยจำนวนผู้ป่วย EOCC เพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยอายุ 20–40 ปี ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป ออสเตรเลียและจีน

รายงานในปี พ.ศ. 2569 พบว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับหนึ่งในทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีในสหรัฐอเมริกา

  • อัตราการเกิดโรคจำแนกตามอายุ (Incidence by age)
    อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในประชากรอายุน้อยเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าความก้าวหน้าในกระบวนการวินิจฉัยอาจมีผลอยู่บ้าง แต่ความเป็นไปได้ในการเข้ารับการคัดกรองที่ต่ำในกลุ่มประชากรนี้บ่งชี้ว่า “อคติจากการตรวจพบ (Detection bias)” ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดแนวโน้มนี้ มีแนวโน้มมากกว่าว่า ผลของรุ่นประชากร (Cohort effects) เป็นปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กลุ่มประชากรที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่เกิดในวัยอายุน้อย (EOCC) มากที่สุด คือ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุ 20–29 ปี โดยมีอัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นปีละ 7.9% ในช่วงปี พ.ศ. 2547–2559 ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าจะมีความรุนแรงน้อยกว่า กลุ่มอายุ 30–39 ปี ทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในอัตรา 3.4% ต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเพิ่มขึ้นดังกล่าว อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงยังคงเท่าเดิม

  • ปัจจัยเสี่ยง (Risk factors)
    ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่เกิดในวัยอายุน้อย (EOCC) มีลักษณะคล้ายคลึงกับปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงโดยทั่วไป โดยผลของรุ่นประชากร (Cohort effects) ที่พบมีแนวโน้มว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละรุ่นของประชากร
  • การคัดกรองเพื่อการป้องกัน (Preventive screening)
    ในปี พ.ศ. 2561 สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกา (American Cancer Society) ได้ปรับปรุงแนวทางการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง จากเดิมที่แนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 50 ปี เป็นอายุ 45 ปี หลังจากพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในวัยอายุน้อย (EOCC) เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเข้ารับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงน้อยที่สุด

ความเป็นมาของโรคมะเร็ง (History)
มีการตรวจพบมะเร็งไส้ตรงในมัมมี่ชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในโอเอซิสดัคเลห์ (Dakhleh Oasis) ในช่วงสมัยปโตเลมี (Ptolemaic period)

สังคมและวัฒนธรรม (Society and culture)
ในสหรัฐอเมริกา เดือนมีนาคมถือเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

หน่วยงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer; IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) ได้จัดให้เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มที่ 1 เนื่องจาก IARC พบหลักฐานที่เพียงพอว่าการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปในมนุษย์ก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

งานวิจัย (Research)
มีงานวิจัยที่มีคุณภาพไม่สูงเกี่ยวกับมะเร็งไส้ตรงระยะเริ่มต้นบ่งชี้ว่า ยังไม่ชัดเจนว่าการผ่าตัดเฉพาะที่มีผลต่อความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง อัตราการรอดชีวิต และภาวะแทรกซ้อนหรือไม่

  • การออกกำลังกาย (Exercise)
    จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบของ Cochrane ในปี พ.ศ. 2563 พบว่ายังไม่แน่ชัดว่าการแทรกแซงด้วยกิจกรรมทางกาย เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน การฝึกแรงต้าน หรือโยคะ มีผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่ยังไม่อยู่ในระยะลุกลามหรือไม่ โปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัด (Prehabilitation) อาจช่วยปรับปรุงผลการทดสอบการเดิน 6 นาทีหลังผ่าตัดได้ แต่ผลต่อภาวะแทรกซ้อน การเข้ารับบริการแผนกฉุกเฉินหลังผ่าตัด และการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำยังไม่มีความแน่ชัด นอกจากนี้ ผลการศึกษาเกี่ยวกับปริมาณการออกกำลังกายที่จำเป็นเพื่อให้เกิดประโยชน์ยังมีความขัดแย้งกันอยู่

แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Colorectal_cancer [2026, August 22] โดย พรชัย สุรทานนท์

อ่านตรวจทานโดย ดร. พญ. สุวิณา รัตนชัยวงศ์