9. ตลาดการแพทย์ทางไกล – ตอนที่ 86
- โดย ดร. วิทยา มานะวาณิชเจริญ
- 22 มิถุนายน 2569
- Tweet

ตัวอย่างเช่น ใช้สำรวจความชุก (Prevalence) ของโรคผิวหนังไฝ (Melanocytic nevi) ในเด็ก, ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับคัดกรองเนื้องอกผิวหนัง (Skin tumor) รวมถึงการนำมาใช้ติดตามอาการในผู้ป่วยโรคผิวหนังเรื้อรัง (Chronic) เช่น โรคสิว (Acne) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดชีวะโมเลกุล (Biologic drug)
หรือใช้ติดตามอาการ ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune) ที่ผิวหนังต้องได้รับยากดภูมิต้านทาน เป็นต้น เนื่องจากการวินิจฉัย (Diagnosis) และรักษาโรคผิวหนังส่วนใหญ่ ยังคงต้องอาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกายทางผิวหนัง, การตรวจระบบอื่นๆ และอาจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory) เพิ่มเติม
ดังนั้น การให้บริการการแพทย์ทางไกลด้านโรคผิวหนัง ควรเลือก (Select) กลุ่มผู้ป่วยโรคผิวหนังที่ได้รับการวินิจฉัยและมีแนวทางการรักษาที่ชัดเจนแล้วเท่านั้น ไม่แนะนำให้การวินิจฉัยรักษาผ่านการตรวจทางไกลในผู้ป่วยใหม่ที่ไม่เคยมาตรวจที่โรงพยาบาลมาก่อน หรือเป็นผู้ป่วยเก่า แต่มีปัญหาผิวหนังเรื่องใหม่เกิดขึ้น เนื่องจากมีข้อจำกัด (Limitation) หลายๆ ด้าน อันเป็นปัจจัย (Factor) สำคัญที่ไม่อาจมองข้าม
ยิ่งไปกว่านั้น อาจเกิดความผิดพลาดในการสื่อสาร (Communication) และการวินิจฉัยได้แนะนำให้มีเกณฑ์การคัดกรอง (Screen) ผู้รับบริการการแพทย์ทางไกลด้านโรคผิวหนัง ประกอบด้วย
- ผู้ป่วยเก่าที่มีอาการคงที่ (Stable conditions) ต้องการรับยาต่อเนื่อง, ติดตามผล (Follow up) ตรวจทางห้องปฏิบัติการ, ต้องการปรึกษาเรื่องอาการ (Symptom) หรือยาที่ได้รับจากแพทย์และได้รับการประเมิน (Assessment) จากแพทย์ให้สามารถตรวจทางไกลได้
- มีภาพถ่ายรอยโรค (Lesion) บนผิวหนัง บันทึกและส่งเข้าอุปกรณ์สื่อสาร (Communication equipment) หรือระบบการแพทย์ทางไกลได้
- มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory results) กรณีที่ได้รับยากดภูมิ (Antihistamine) หรือยาที่ต้องติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการตามที่ แพทย์ร้องขอ (Request)
- ผู้ป่วยหรือญาติที่ทราบอาการของผู้ป่วย ที่สามารถใช้โปรแกรมตรวจการแพทย์ทางไกล (Telemedicine program) ได้
โดยสรุป การพิจารณาประยุกต์ใช้ (Application) การตรวจทางไกลในโรคผิวหนัง ให้พิจารณาตามบริบท (Context) ของสถานพยาบาล, ความต้องการของพื้นที่, กลุ่มโรคผิวหนังที่จะใช้, มุมมองหรือความคิดเห็น (Comment) ของแพทย์ผู้รักษา, ความพร้อม (Availability) ของอุปกรณ์สื่อสาร, และความพร้อม (Readiness) ของผู้ป่วยหรือญาติ ในการใช้งานทางระบบการแพทย์ทางไกล
นอกจากนี้ ระบบเวชระเบียน (Medical records) ของโรงพยาบาล จะต้องพร้อมรองรับและมีความมั่นคงปลอดภัย (Security) ทั้งนี้ ควรมีการกำหนดเกณฑ์ (Regulations) การเข้ารับบริการที่ชัดเจน, การขอคำยินยอม (Consent) ในการเข้ารับบริการ, ช่องทางการติดต่อนัดหมาย (Appointment channel), และวิธีการสื่อสารระหว่างการบริการร่วมด้วย
แหล่งข้อมูล –